วิจารณ์หนัง Raya and the Last Dragon รายากับมังกรตัวสุดท้าย


ผู้กำกับภาพยนตร์: Don Hall (Hero 6, Moana) และ Carlos Lopez Estrada (Blindspotting)
กำกับร่วมโดย Paul Briggs, John Ripa ที่เคยเป็นหัวหน้าทีมสตอรี่บอร์ดให้ดิสนีย์มาหลายเรื่อง


ตัวอย่างภาพยนตร์ Raya and the Last Dragon รายากับมังกรตัวสุดท้าย
    


Raya and the Last Dragon รายากับมังกรตัวสุดท้าย เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นจากดิสนีย์ที่จะเล่าเรื่องราวสุดแฟนตาซีที่เกิดขึ้น ณ อาณาจักรคูมันดรา (อันได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปวัฒนธรรมพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) มนุษย์และมังกรได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จนกระทั่งเปิดปีศาจร้ายตนหนึ่งนามว่า ‘ดรูน’ เข้ามาทำลายอาณาจักร เหล่ามังกรจึงได้สละตัวเองเพื่อช่วยมนุษยชาติ 500 ปีต่อมาเจ้าสัตว์ร้ายตัวเดิมก็ได้กลับมาอีก ‘รายา’ สาวน้อยนักรบจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหามังกรตัวสุดท้ายมาหยุดเจ้าปีศาจร้าย อย่างไรก็ดี...การออกผจญภัยครั้งนี้ก็ทำให้เธอเรียนรู้ว่าไม่ใช่แค่มังกรเท่านั้นที่จะช่วยโลกไว้ได้ แต่เป็นความไว้ใจต่อผู้อื่นด้วย

การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่ามีความดิสนีย์จ๋าเลยครับ กลิ่นอายมาเต็ม หากดิสนีย์มีมหาลัยก็ต้องบอกว่าผู้กำกับเรื่องนี้จบหลักสูตรดิสนีย์แบบเต็มขั้นกันทุกคน จะขาดก็เพียงแค่ไม่ได้มีเพลงร้องในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เท่านั้น ตัวภาพยนตร์เรื่องนี้มีความครบเครื่องในการเล่าเรื่องมาก มีเนื้อหาที่เป๊ะปังเหมาะเจาะให้ข้อคิด มีอารมณ์เรื่องที่ครบรส ตลกเฮฮาด้วยซาบซึ้งกินใจด้วย ออกแบบตัวละครออกมาได้อย่างดี น่าสนใจ แต่สำหรับผมก็มองว่ามันไม่ได้เพอร์เฟ็คขนาดนั้น มันยังมีปัญหาจุดเล็กจุดน้อยบ้างในการเล่าเรื่อง ซึ่งดันมาอยู่ในจุดสำคัญของเรื่องด้วย และส่วนตัวรู้สึกว่าภาพยนตร์เล่าเรื่องในสเกลที่ใหญ่ไป ใหญ่เกินกว่าจะเล่าให้จบในเวลาแค่ไม่ถึงสองชั่วโมง เพราะภาพยนตร์เลือกที่จะปูเรื่อง ก่อนที่จะนำเสนอตัวเอกที่ต้องเดินทางไปถึง 5 ดินแดน แถมแต่ละดินแดนยังมีตัวเด่นและตัวประกอบที่มีบทให้ปรากฎตัวแตกต่างกันออกไปอีก ก็เลยทำให้บางอาณาจักรนั้นถูกจัดเวลาให้น้อยเกิน กลายเป็นแค่ตัวแถม ทำให้ผมรู้สึกว่าลดจำนวนอาณาจักรลงก็ได้ หรือไม่ก็ทำเป็นแอนิเมชั่นยาวสองชั่วโมงครึ่งไปเลย จุใจกันไป หรือจริงๆ เพิ่มอย่างมากสิบนาทีก็น่าจะพอช่วยแก้ปัญหาได้ ผมเชื่ออย่างนั้น
    
การออกแบบสำหรับเรื่อง Raya and the Last Dragon ถือว่าทำได้ค่อนข้างน่าประทับใจเลยครับ ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดิสนีย์นำวัฒนธรรมเราไปใช้ ผมก็มองว่าพวกเขาออกแบบดัดแปลงศิลปะและสถาปัตยกรรมในแถบนี้มานำเสนอเป็นแอนิเมชั่นแบบสากลได้อย่างงดงาม เอาที่เห็นเด่นชัดเลยก็คือในแต่ละเมืองนั้นจะมีพื้นที่ตามความเด่นของวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของแถบบ้านเรา บางเมืองก็จะมีศิลปะแบบพม่าหรือล้านนาที่เน้นกระเบื้องขาวและเคลือบทองอีกที พื้นที่ของตัวเอกก็จะมาแนวลุ่มน้ำป่าทึบ ตกแต่งบ้านเรือนรวมไปถึงเสื้อผ้าหน้าผมด้วยกระเบื้องสีฟ้าและเขียวอันเป็นตัวแทนของความชอุ่มในแถบนี้ (ส่วนตัวมองว่านี่คือประเทศไทยเลยด้วยซ้ำ) ขณะที่อีกเมืองก็จะมาแนวเป็นเมืองกลางน้ำที่ชวนให้นึกถึงตลาดน้ำเต็มๆ แต่ก็จะมีบ้างบางพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกแปลกๆ อาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ครบถ้วนเรื่องภูมิภาคอากาศเฉยๆ ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับเมืองที่มีหิมะปกคลุมครับ (ส่วนตัวไม่มีปัญหากับเมืองทะเลทรายนะ เพราะเวียดนามก็มีทะเลทราย) ส่วนตัวก็รู้สึกปลื้มปริ่มดีที่ได้ศิลปะในแถบบ้านเรามาโผล่อยู่ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นบ้าง ศิลปะบ้านเรางดงามจริงครับ หากนำมาใช้มาเล่าเรื่องให้ถูกจุด
    
การออกแบบตัวละครเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมชอบที่สุดในภาพยนตร์เรื่อง Raya and the Last Dragon เลยครับ ตัวหนังสามารถนำเสนอความแตกต่างของแต่ละชนเผ่าได้โดดเด่น ในขณะเดียวกันยังสามารถออกแบบตัวละครเอกทั้งหลายออกมาได้น่าสนใจ ทั้งเรื่องการออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม รวมไปถึงการออกแบบอุปนิสัยการเคลื่อนไหว ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาน่าจดจำ โดดเด่นขึ้น มีความเฮฮาขบขันและเป็นตัวป่วนแทบทุกตัว มีพื้นที่ให้เราได้นึกถึงแม้จะชมภาพยนตร์จบไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่อีกหน่อยตรงที่ตัวละครบางตัวนั้นถูกสร้างมาเพื่อเป็นตัวแทนของเมืองเฉยๆ มากกว่าจะทำให้มีประโยชน์ด้านเนื้อเรื่อง ก็คงจะต้องย้อนกลับไปมองว่าปัญหายังคงเป็นแบบเดิมคือสเกลเรื่องมันใหญ่ไป พื้นที่ให้ตัวละครโดดเด่นครบถ้วนจึงมีค่อนข้างน้อย การจะเล่าทุกอย่างให้ครบจึงเป็นเรื่องยากในเวลาที่ไม่ถึงสองชั่วโมงนี้



เต็มไปด้วยตัวละครสุดป่วนน่าจดจำ งานนี้มีบันเทิง!


คุณภาพของโปรดัคชั่นสำหรับเรื่องนี้ก็มาตรฐานดิสนีย์อยู่แล้วแหละครับ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างมาอย่างดีงามและเก็บรายละเอียดได้ยอดเยี่ยม ไล่ไปตั้งแต่การเคลื่อนไหวของตัวละคร การนำเสนอเอฟเฟ็คต่างๆ ความสมจริงของธาตุทั้งหลายแหล่ เรื่องนี้คงไม่ต้องวิจารณ์อะไรกันมากครับ คุณภาพอยู่แล้ว
    
เพลงประกอบกลับเป็นสิ่งที่ผมตะหงิดๆ ที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่มีเพลงร้องแบบดิสนีย์ แต่เพลงประกอบเรื่องนี้ให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนเพลงจีนมากกว่าจะเป็นเพลงแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพลงที่ใกล้เคียงกับความเป็นแถบบ้านเราสุดก็คงเป็นเพลงแนวบาหลีแนวอินโดนีเซีย ถ้าเพลงไหนมีเสียงซอขึ้นก็คือได้กลิ่นจีนมาแต่ไกลเลย คือมันก็สามารถมองได้แหละว่าหนังอาจต้องการนำเสนอภาพรวมให้มันดูสากล เพลงมันก็เลยจะมีผสมผสานกลิ่นอายเอเชียบ้าง เพราะภาพรวมเอเชียดูเป็นสากลกว่า แต่ก็รู้สึกว่าหลุดธีมที่ควรจะเป็นไปหน่อย ไหนๆ ก็เอาวัฒนธรรมและศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเล่นแล้ว เรื่องเพลงมันก็สำคัญเหมือนกันนะ

สรุปโดยภาพรวมแล้ว Raya and the Last Dragon รายากับมังกรตัวสุดท้าย จึงเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเจ้าหญิงดิสนีย์ที่ทำออกมาได้ดี มีความครบเครื่องคุณภาพและมาตรฐานดิสนีย์เต็มเปี่ยม เล่าเรื่องได้ครบครัน ทั้งด้านความหรรษาและอารมณ์ที่หลากหลายครบรส เต็มไปด้วยตัวละครน่าจดจำ ด้านเนื้อหาและข้อคิดยังดีเหมือนเดิม จังหวะจะโคนการเล่าเป๊ะปัง ด้านงานโปรดัคชั่นยังคงดีเลิศตามสไตล์ สามารถออกแบบงานศิลปะและสถาปัตยกรรมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นสากลได้อย่างลงตัว ติดนิดหน่อยตรงเพลงประกอบค่อนข้างจะจีน ไม่ค่อยใช่สไตล์แถบบ้านเราเลย...ใครเป็นคอแอนิเมชั่นเจ้าหญิงดิสนีย์ ต้องการชมแอนิเมชั่นครบรส อยากเห็นงานศิลปะในแถบบ้านเราในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ เชิญชมในโรงภาพยนตร์ได้เลย!

ปล.ภาพยนตร์มีแอนิเมชั่นสั้นฉายก่อนรายา งานดีมากเหมือนกัน

วิจารณ์หนัง Raya and the Last Dragon รายากับมังกรตัวสุดท้าย Review by Bombo Aruzo


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: