วิจารณ์หนัง The Eight Hundred นักรบ 800



ผู้กำกับภาพยนตร์: กวน หู่ ‘Hu Guan’ (Cow, Design of Death, Mr.Six)
ตัวอย่างภาพยนตร์แบบพากย์ไทย The Eight Hundred นักรบ 800


The Eight Hundred นักรบ 800 เป็นภาพยนตร์ประวัติศาสตร์สงครามที่จะเล่าเรื่องราวสดุดีวีรกรรมความกล้าหาญของเหล่านักรบที่โลกต้องจดจำ จากการที่กองทัพจีนโดนกองกำลังของญี่ปุ่นนับแสนห้อมล้อมอยู่ในสมรภูมิรบสงครามเดือดที่เซี้ยงไฮ้ใน ปี 1937
    
การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าเนื้อหามาในแนวทางสงครามโลกครั้งที่ 2 แหละครับ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์สู้รบกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นก่อนช่วงเวลาที่เขานับกันจริงๆ 2 ปีก็ตามที (ตามเวลาสากลระบุไว้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในช่วงปี 1939-1945) ภาพรวมแล้วตัวหนังจะได้อารมณ์แบบหนังสงครามในยุคใกล้เคียงกันผสมกัน หนังเรื่องนี้มันคือ Saving Private Ryan + Dunkirk + The Battleship Island ตัวหนังมีอารมณ์หดหู่และซึ้งเศร้าประโคมอยู่ทั้งเรื่อง และมีฉากแอ็คชั่นสนุกเร้าใจอยู่ประปราย มีประเด็นหลักของเรื่องคือการพยายามนำเสนอความกล้าหาญเสียสละของวีรบุรุษทหารราวแปดร้อยคนที่พยายามป้องกันประเทศจีนไม่ให้ญี่ปุ่นรุกรานไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เชิดชูความกล้าลุกขึ้นสู้ของกลุ่มคนที่แทบจะไม่มีทางชนะฝ่ายตรงข้ามได้เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ความสมจริงลงไป ด้วยการนำเสนอให้เห็นว่าเอาเข้าจริงมนุษย์ทุกคนก็มีความรักตัวกลัวตาย ทหารจีนในเรื่องหลายคนเป็นพวกหนีทหาร ระหว่างทางทหารบางคนที่ขี้ขลาดมาก่อนก็ปรับตัวขึ้นมากลายเป็นวีรบุรุษได้ หลายคนถึงขั้นยอมพลีชีพตัวเองเพื่อภารกิจ ขณะที่บางคนก็ยังคงเป็นคนเอาชีวิตตัวเองเป็นใหญ่อยู่เหมือนเดิม เราจึงได้เห็นภาพรวมๆ ที่แสนหดหู่อยู่ตลอดทั้งเรื่อง เพราะไม่ว่าพวกเขาจะฆ่าคนอื่นหรือถูกฆ่า พยายามเอาชีวิตรอด หรือต่อสู้ดิ้นรนด้วยวิธีการต่างๆ นานา ต่างก็ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก

และที่ผมกล่าวไว้ก่อนหน้าว่าตัวหนังเหมือน Dunkirk ประมาณหนึ่ง เหตุเพราะว่าเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากจะมีเรื่องของการเอาตัวรอด ยังมีเรื่องการร่วมมือกันของประชาชนชาวจีนที่หลายคนก็พยายามให้ความช่วยเหลือแก่ทหารอยู่เหมือนกัน หลายฉากนำเสนอได้อย่างลึกซึ้งมาก และแม้แต่ประชาชนเองก็มีคนยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหล่าทหารเหมือนกัน ทำให้ประเด็นเรื่องการเชิดชูความกล้าและลุกขึ้นสู้ยิ่งพีคขึ้นเป็นทวีคูณเข้าไปอีก

จากภาพรวมด้านเนื้อเรื่องที่กล่าวมาผมจึงบอกได้เต็มที่ว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องได้ยอดเยี่ยม อย่างน้อยตัวหนังก็สามารถนำเสนอภาพของวีรบุรุษออกมาได้อย่างลึกซึ้ง มีพลังปลุกใจให้รักชาติขึ้นมาได้อยู่ อาจมีบ้างที่เรารู้สึกว่าการแก้ปัญหาของเหล่าทหารในบางเหตุการณ์น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่โชว์เท่พลีชีพอย่างเดียว แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าทีมผู้สร้างเขาต้องการเล่าเรื่องตามประวัติศาสตร์ และเราก็เข้ามารับรู้เรื่องราวเหล่านี้แทน ก็เท่านั้น
    
ฉากแอ็คชั่นในเรื่องนี้เป็นส่วนที่จะต้องขยายความเป็นพิเศษหน่อยครับ เพราะมันดีมาก! ตัวหนังสามารถเก็บรายละเอียดการกระทำหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันได้อย่างยอดเยี่ยม อาจจะต้องชมตั้งแต่บทภาพยนตร์เลย เพราะเราเชื่อว่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้นั้นผ่านกระบวนการคิดมาด้านการเล่าเรื่องมาหมดแล้ว ภาพรวมฉากแอ็คชั่นชวนให้นึกถึงหนังสงครามจากเกาหลีอย่าง Battleship Island มากๆ ฉากแอ็คชั่นส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบการรบกันแบบตะลุมบอน หลายฉากมีตัวประกอบเป็นสิบเป็นร้อยคนในช็อตเดียว ทำให้เกิดความลุ้นระทึกในฉากเป็นอย่างมากกว่าใครจะอยู่หรือจะไป อะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิงกัน ระเบิดใส่กัน วิ่งเอามีดเข้ามาแทงกัน และเมื่อสิ่งเหล่านี้ผสมเข้ากับเพลงโหมระทึกก็ยิ่งทำให้ฉากแอ็คชั่นเรื่องนี้เรียกได้ว่าระดับท็อป และสิ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษก็คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในสงคราม หลายสิ่งดูมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะในขณะที่หนังเรื่องอื่นนั้นทหารมักจะตายเพราะโดนกระสุนเจาะหรือโดนระเบิด หนังเรื่องนี้พาให้เราไปเห็นความหดหู่ของสงครามที่มากขึ้น และสมจริงขึ้นไปอีก คนเรานี่นึกจะจากไปก็ไปได้ทุกรูปแบบจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ทหารอีกฝั่งยิงปืนทะลุหน้าต่างมาไม่โดนคน แต่เศษกระจกนั้นกลับปักคอเป้าหมายตายอยู่ดี ขณะที่ทหารบางคนพยายามเข้าไปเก็บซากศพของอีกฝั่ง แต่กลับเจอระเบิดพลีชีพเข้าไปเต็มๆ หรือแม้แต่คนจีนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่อีกฝั่งแม่น้ำก็สามารถโดนกระสุนลูกหลงเข้าไปจนตายได้ ภาพรวมของฉากแอ็คชั่นจึงเรียกได้ว่าดีมากๆ ดูสนุก ลุ้นระทึก สมจริง ลื่นไหล แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ละทิ้งความหดหู่ ซึ่งเป็นความจริงที่จริงที่สุดของสงคราม
    
การถ่ายภาพสำหรับเรื่องนี้ผมยกให้เป็นงานที่โดดเด่นที่สุดแล้วครับ ผมชอบมากๆ ชอบแบบชอบสุดๆ มีศิลปะในการนำเสนอมาก เพราะนอกจากเรื่องการจัดวาง การจัดแสงถ่ายภาพโดยรวมได้ดีแล้ว สิ่งที่ช่างภาพเรื่องนี้ทำได้ดีมากๆ คือการเลือกเฟรมภาพและการเคลื่อนกล้องเพื่อช่วยในการเล่าเรื่องครับ ตัวหนังมีการนำเสนอภาพในมุมมองที่หลากหลาย ทำให้ดูหนังได้เรื่อยๆ โดยไม่น่าเบื่อ การเคลื่อนกล้องแบบหวือหวาในฉากรบหลายฉากนั้นช่วยให้เรื่องดูสนุกขึ้นมาก บางช็อตก็สื่อได้ดีสุดๆ ยกตัวอย่างช็อตที่ผมชอบที่สุดก็คงเป็นการที่ผู้พันยืนอยู่บนดาดฟ้าแล้วภาพเลือกจะถ่ายให้เห็นภาพมองเมืองที่แสนสวย ก่อนจะแพนกล้องหมุนกลับมาอีกด้านให้เห็นเป็นนรกรกร้าง มีแต่กลุ่มควันและเปลวเพลิง มีเพียงเศษซากของอารยธรรมที่เคยมีคนอาศัยอยู่มาก่อน มันนำเสนอให้เห็นความโหดร้ายที่กำลังย่างกรายเข้ากัดกินแผ่นดินจีน และอีกไม่นานเซี่ยงไฮ้เองก็คงจะต้องเป็นแบบนั้น หากเหล่าทหารพ่ายแพ้...เผื่อใครไม่เชื่อผมเรื่องความเป๊ะของการถ่ายภาพก็ให้ลองชมตัวอย่างภาพยนตร์แล้วหยุดภาพดูครับ คุณจะเห็นว่าแทบจะทุกช็อตในหนังเรื่องนี้คือจัดมาเป๊ะแล้วจริงๆ



จริงๆ ผมเสียดายที่หนังเรื่องนี้ถ่ายด้วยไอแม็กซ์ทั้งเรื่อง แต่บ้านเรากลับไม่ได้ตัดสินใจฉายแบบไอแม็กซ์ ก็อดชมความยิ่งใหญ่นี้กันไป

ถ่ายภาพสวย ฉากแอ็คชั่นสุดยอด โปรดัคชั่นอย่างงาม บอกได้เลยว่าห้ามพลาด!



โปรดัคชั่นโดยภาพรวมสำหรับเรื่องนี้ก็น่าชื่นชมไม่แพ้กับงานด้านอื่นๆ แอบเห็นแวบๆ มาว่าทีมงานใช้เวลาสร้างฉากในการถ่ายทำกว่าปีครึ่ง จึงไม่แปลกใจที่ฉากแต่ละฉากนั้นจะดูสมจริงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นฉากฝั่งต่างชาติอาศัยที่เต็มไปด้วยแสงไฟนีออน ตึกรามบ้านช่องสมบูรณ์ ตกแต่งพื้นที่ต่างๆ อย่างสวยงาม เต็มไปด้วยผู้คนชาวจีนและฝรั่งที่จัดเต็มเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมโอ่อ่า หรือว่าเป็นฉากอีกด้านที่โดนถล่มจนเละไปแล้ว มีเพียงทหารจีนและญี่ปุ่น นอกนั้นมีเพียงฝุ่นผง และซากเมืองเก่าอันไร้ผู้คนอาศัย มันคืองานสร้างที่สามารถนำเสนอขั้วตรงข้ามที่ทำให้เราเห็นภาพความหดหู่ของสงครามได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก รวมไปถึงเทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ช่วยเสริมกันมาให้ภาพที่เห็นดูสมจริงยิ่งขึ้นด้วย คงไม่พ้นที่ผมจะต้องชมอีกครั้งว่า...ยอดเยี่ยมครับ

ภาพการออกแบบฉากโดย Junling Wang เผยให้เห็นงานออกแบบการเล่าเรื่องและโปรดัคชั่นที่คิดมาแล้วตั้งแต่ต้น


   
จุดบอดหลักๆ ของเรื่องนี้มีเพียงอย่างเดียวก็คือเสียงพากย์ไทยนี่แหละครับ เพราะผมชมหนังเรื่องนี้แบบพากย์ไทยมา ปัญหาไม่ได้เกิดจากอารมณ์นักพากย์นะครับ แต่เกิดจากระดับเสียงแทน หลายฉากเสียงพูดตัวละครมันเบาเกินเหตุไปมาก ฟังไม่รู้เรื่องเลยว่าใครกำลังคุยอะไรกัน และเป็นอย่างนี้แทบทุกฉากด้วย โดยเฉพาะในช่วงมีการรบกัน บางคนก็พูดในระดับเสียงปกติ แต่จู่ๆ บางคนก็พูดเสียงเบากว่าชาวบ้านเขา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่การกระซิบด้วย มันทำให้ผมรู้สึกรำคาญมาก และหงุดหงิดเป็นทวีคูณเมื่อพบว่าคำพูดประโยคเดียวของบางตัวละครนั้นสำคัญกับเรื่องมาก แต่เราฟังไม่รู้เรื่องเลย...ไม่ว่าปัญหาเรื่องเสียงนี้จะมาจากสาเหตุใด เรื่องแบบนี้ก็ไม่ควรเกิดขึ้นจริงๆ ครับ

สรุปโดยภาพรวมแล้ว The Eight Hundred นักรบ 800 จึงเป็นภาพยนตร์ใกล้ช่วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 จากจีนที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากๆ ตัวบทไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อน แต่สามารถนำเสนอได้ซึ้งจับใจด้วยบทพูด การกระทำ และการต่อสู้ของประชาชนชาวจีนในเซี่ยงไฮ้ การแสดงนั้นยอดเยี่ยมทุกคน ทำให้เข้าถึงอารมณ์คงทหารที่มีหลากหลายความรู้สึกในสงครามได้อยู่หมัด ฉากสู้รบแต่ละฉากทั้งสมจริงและมีความลุ้นระทึก เก็บรายละเอียดได้ดี ทำให้ตัวหนังนั้นดูสนุกและนำเสนอความหดหู่ได้ในเวลาเดียวกัน ด้านงานโปรดัคชั่นเองยิ่งยอดเยี่ยม ถ่ายทำด้วยกล้องไอแม็กซ์ทั้งเรื่อง ผสมกับการถ่ายภาพระดับปรมาจารย์ ทำให้ได้ง่ายที่สวยงาม และช่วยเสริมการเล่าเรื่องได้ดี งานสร้างฉากเองก็สุดยอด มีทั้งความสวยงามและความหดหู่จากซากปรักหักพังผสมปนเปกันได้อย่างสมจริงลงตัว...ใครเป็นคอหนังสงคราม ชอบฉากแอ็คชั่นห้ำหั่นตะลุมบอนเละเทะ ชอบหนังเชิดชูนักรบพลีชีพเพื่อชาติ ชื่นชมหนังที่มีความยอดเยี่ยมด้านงานโปรดัคชั่น โดยเฉพาะกับการถ่ายภาพ เชิญชมในโรงภาพยนตร์เลยจ้า!

Review by Bombo Aruzo

TAG: The Eight Hundred, นักรบ 800, กวน หู่, หนังจีน, หวง จื้อจง, จาง จวิ้นอี, โอวหาว, หนังสงคราม


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: