วิจารณ์หนัง Tenet เทเน็ท


ผู้กำกับภาพยนตร์: Christopher Nolan (Memento, The Dark Knight Trilogy, Interstellar)


ตัวอย่างภาพยนตร์ Tenet เทเน็ท


Tenet เทเน็ท เป็นภาพยนตร์ที่จะเล่าเรื่องกับเจ้าหน้าที่สายลับระดับพระกาฬนายหนึ่งที่ต้องเข้ามาพัวพันกับเรื่องลึกลับทางวิทยาศาสตร์ที่ล้ำเกินบรรยาย และการพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการทำลายล้างโลกขึ้น
การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้นี่เอาจริงๆ ไม่ได้ต่างจาก Inception เท่าไหร่ครับ มันยังคงมีความเป็นหนังจารกรรมในโลกที่มีกฎทางวิทยาศาตร์สุดล้ำเกิดขึ้น แต่ความต่างกันมากก็คือเรื่องนี้ไม่ค่อยปราณีคนดูเท่าไหร่ เพราะขณะที่ Inception นั้นใช้เวลาเล่าเรื่องกว่า 1 ชั่วโมงเพื่อให้เราเข้าใจว่าความฝันและฝันซ้อนฝันในเรื่องทำงานยังไง แต่เรื่องนี้กลับให้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ปูเรื่องไวมากๆ (และอธิบายได้มึนงงไม่ได้ต่างจากในตัวอย่างภาพยนตร์เลย) ก่อนจะพาเราไปลุยแบบด้นสด และศึกษาระหว่างทางเอาเองเลยว่าไอ้กฎ ‘การย้อนกลับ’ นี่มันทำงานยังไง หลังจากนั้นทั้งเรื่องก็มักจะมีอะไรให้เราพยายามคิดตามตลอด และเอาจริงๆ คือมันมีสำคัญทุกฉากและทุกประโยคคำพูดเลย และจริงอยู่ที่มันมีฉากแอ็คชั่นคั่นระหว่างทางอยู่เรื่อยๆ แต่ฉากแอ็คชั่นแต่ละฉากก็ไม่ได้เบาสมองเลย เพราะมันเต็มไปด้วยความประหลาดพิลึกพิลั่นที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พอเป็นอย่างนี้การพยายามเก็บรายละเอียดทุกอย่างในเรื่องจึงเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ จะบอกว่าคุณต้องเตรียมสมองให้พร้อมทำงานเกินร้อยก็ไม่เวอร์ไปเลย การออกจากโรงหนังไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ พักสายตา หรือละสายตาจากตัวหนังไปคุยกับคนข้างๆ จึงไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง อันนี้ขอเตือนจากใจจริง

การแสดงสำหรับเรื่องนี้คือนักแสดงนำสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้สุดยอดหลายคนเลยครับ โดดเด่นที่สุดในเรื่องก็คงเป็น เคนเนท บรานาห์ (Kenneth Branagh) กับการรับบทเป็นตัวร้ายหลักของเรื่องครับ ได้อารมณ์คนชั่วขึงขังและมีความโกรธเกรี้ยวในจิตใจอย่างมหาศาลมากๆ

รองลงมาก็คงเป็นอดีตพ่อหนุ่มแวมไพร์อย่าง โรเบิร์ต แพททินสัน (Robert Pattinson) ที่ในช่วงสิบปีให้หลังมานี่พิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่าเป็นนักแสดงที่เก่งกาจจริงๆ บทเนี๊ยบ บทเถื่อน บทบู๊ พี่แกได้หมด เป็นนักแสดงที่ถือว่าแบกเรื่องไว้ได้ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูดี และการถ่ายทอดอารมณ์ที่เข้าถึง ขณะเดียวกันฉากแอ็คชั่นเองก็ทำได้ไม่แย่นัก ใครยังติดภาพว่านี่ยังคงเป็นเด็กหนุ่มที่ได้แค่ทำหน้านิ่งๆ หล่อๆ นี่ก็ควรจะลืมๆ ไปได้แล้ว ฝีมือเขาพัฒนาไปไกลแล้วเนอะ



หล่อ แสดงดี และพร้อมลุย มาถึงจุดนี้จะบอกว่า โรเบิร์ต แพททินสัน เป็นนักแสดงไม่ดีไม่ได้แล้วนะ!


และคนสุดท้ายที่ต้องชื่นชมอีกคงก็คงหนีไม่พ้นนักแสดงนำอย่าง จอห์น เดวิด วอชิงตัน (John David Washington) ซึ่งนอกจากจะเป็นลูกชายของ เดนเซล วอชิงตัน (Denzel Washington) เป็นนักแสดงนำหน้าใหม่ที่กำลังรุ่งในช่วงสองสามปีนี้ เขายังเป็นนักแสดงที่เล่นฉากแอ็คชั่นได้ดุเดือดและมีพลังมากด้วย สมกับการเคยเป็นอดีตนักอเมริกันฟุตบอลมืออาชีพมาก่อน ชอบการวิ่งแบบพุ่งสุดตัว ชอบการจัดการร่างกาย มันช่วยให้ฉากแอ็คชั่นดูเป็นธรรมชาติและทรงพลัง ทำให้เราเชื่อได้ว่านี่คือตัวละครที่ผ่านการรบและต่อยตีมานับไม่ถ้วนแล้ว ถึงได้รับเลือกให้มาเจอภารกิจยากและประหลาดเกินเบอร์แบบนี้ได้


โปรดัคชั่นโดยภาพรวมสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้คือดูมีความยิ่งใหญ่กว่า Inception ครับ ปิดถนนยิงถล่มกัน รถชนกันเละเทะ มีฉากยิงรบกันกลางโรงละครที่มีคนอยู่ในนั้นเป็นพันคน รวมไปถึงมีฉากใหญ่ที่เข้าถล่มกันด้วยทหารเป็นร้อย ทั้งปืนปกติทั้งอาร์พีจีทำลายล้างมาหมด รวมไปถึงเทคนิคการถ่ายทำในแต่ละฉากนั้นก็มีความล้ำและน่าสนใจ มันทำให้สงสัยมากว่าพวกเขาถ่ายทำกันยังไง โดยเฉพาะกับฉากแอ็คชั่นหลายฉากที่มีคนเดินทางไปข้างหน้าและคนเดินทางกลับหลังอยู่ในช็อตเดียวกัน ในขณะเดียวกันเสียงประกอบเองก็ทำออกมาได้ดี เสียงต่อยเสียงกระทบกระทั่งถึงใจ เสียงปืนลั่นแต่ละทีนี่กระแทกใจมาก ยิ่งเมื่อชมกับโรงไอแม็กซ์แล้วยิ่งกระหึ่มสะใจ ทำให้เรื่องนี้ถือว่าสอบผ่านในฐานะหนังบล็อกบัสเตอร์ทุกประการ เพราะใส่ใจในงานสร้างครบทุกด้านมาก

น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือการไม่มี ฮานซ์ ซิมเมอร์ (Hans Zimmer) มาทำเพลงให้กับภาพยนตร์แล้ว มันทำให้รู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันหายไป ความน่าจดจำของฉากสำคัญต่างๆ มันลดลงประมาณนึง เพราะเพลงในหนังเรื่องนี้มันใหญ่เกินฉากไปหน่อย พยายามเร่งจังหวะให้เราลุ้นตลอดเวลาเกินเบอร์ไป ทั้งที่หลายฉากนั้นแค่คลอเพลงเอาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเร่งเสียงให้ลั่นขนาดนั้น เหมือนบังคับให้เรานั่งอยู่กลางลานรถบัมพ์ตลอดเวลา อีกนิดนึงจะเป็นเพลงตื๊ดไปแล้ว ซึ่งขัดกับทุกผลงานที่โนแลนเคยสร้างมา

แต่ในท้ายที่สุดถ้าถามผมในฐานะเป็นติ่งโนแลนอยู่แล้ว เป็นแฟนคลับแก ก็ต้องบอกว่าผมชอบเรื่องนี้มากๆ เพราะมันยังคงเป็นหนังสไตล์แกแบบเต็มเปี่ยม เป็นหนังที่สามารถเอาเนื้อเรื่องสุดล้ำมาผสมกับฉากแอ็คชั่นได้อย่างสนุก เปิดพื้นที่ให้สมองซีกซ้ายและขวาได้ทำงาน ไม่ว่าคุณจะเป็นแคร์เนื้อเรื่องหรือโปรดัคชั่นมากกว่า มันก็มีจุดที่ทำให้คุณพึงพอใจได้ทั้งนั้น แนะนำว่าหากต้องการชมจริงๆก็ “อย่าพยายามทำความเข้าใจ ให้ใช้ความรู้สึก” แทนครับ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าคุณตามเรื่องไม่ทันแล้วก็ชมฉากแอ็คชั่นกับความยิ่งใหญ่ไปครับ มันยังมีพื้นที่พวกนี้ให้ และมันมีมากพอที่คุณจะไม่แคร์เนื้อเรื่องเลยก็ได้

สรุปโดยภาพรวมแล้ว Tenet เทเน็ท จึงยังคงเป็นภาพยนตร์มาตรฐานโนแลนที่ทำออกมาได้ดีมากๆ กล้านำทฤษฎีวิทยาศาสตร์สุดล้ำมานำเสนอในสเกลใหญ่ นำเสนอสิ่งใหม่และรสชาติแบบใหม่ได้สุดยอด เหมือนได้ดู Inception (จิตพิฆาตโลก) อีกครั้ง แต่ดูยากกว่า เพราะรีบเล่าเรื่องเกินไป โดยเฉพาะกับการอธิบายทฤษฎีและคำพูดของแต่ละตัวละครที่ไวมาก ทำให้บ่อยครั้งจะตามเรื่องไม่ทันเท่าไหร่ และหากพลาดตามส่วนไหนไม่ทันอาจทำให้คุณหงุดหงิดและมึนงงได้ นักแสดงเล่นดีมาก ชอบตัวร้ายกับพลังด้านอารมณ์ ชอบตัวเอกที่เล่นฉากบู๊ได้ใส่เต็มมาก งานโปรดัคชั่นนั้นดีเลิศสมกับเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์จากโนแลน ทุ่มทุนสร้างด้วยฉากการต่อสู้สุดล้ำ มีการปิดถนนยิงกัน มีฉากโจรกรรมสุดเท่ มีฉากรบระเบิดตึกตูมตามสะใจ และทุกฉากสมจริงหมดตามสไตล์ผู้กำกับ...ใครเป็นคอหนังโนแลน ชอบหนังจารกรรมสุดยิ่งใหญ่ ชอบหนังไซไฟชวนมึน ชอบหนังที่มีอะไรให้คิดตลอดเรื่อง และต้องคิดอีกหลังดูจบ เชิญชมในโรงภาพยนตร์เลยครับผม!
    
ปล 1. สำหรับหนังเรื่องนี้ หากคุณสนใจด้านเนื้อเรื่องมากกว่าก็ดูโรงธรรมดาได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าคุณสนใจด้านโปรดัคชั่น ชอบความล้ำความยิ่งใหญ่ด้วย ยังไงก็แนะนำให้ชมแบบไอแม็กซ์ เพื่อความเต็มที่ในประสบการณ์การชมภาพยนต์ครับ
ปล 2. ส่วนตัวคิดว่าคงต้องดูซ้ำอีกรอบ และคงต้องดูแบบพากย์ไทยบ้าง เพราะยอมรับว่าตัวเองก็ตามเนื้อเรื่องหลายจุดไม่ทันเหมือนกัน (ฮา)

วิจารณ์หนัง Tenet เทเน็ท Review by Bombo Aruzo


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: