วิจารณ์หนัง A Hidden Life อะ ฮิดเด้น ไลฟ์


ผู้กำกับภาพยนตร์: Terrence Malick (Days of Heaven, The Thin Red Line, The Tree of Life)



ตัวอย่างภาพยนตร์ A Hidden Life อะ ฮิดเด้น ไลฟ์


A Hidden Life อะ ฮิดเด้น ไลฟ์ เป็นภาพยนตร์ดราม่าประวัติศาสตร์ที่จะเล่าเรื่องที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของ ‘ฟรันซ์ เจเกอร์สแตตเทอร์’ ชาวไร่สัญชาติออสเตรียผู้ไม่ยอมก้มหัวให้นาซี เมื่อเขาถูกเรียกตัวไปเกณฑ์ทหารเพื่อร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กับ ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’ ด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์พิทักษ์สันติยิ่งชีพ เขาจึงลุกขึ้นต่อต้านพวกนาซีอย่างหัวชนฝา ไม่ยอมให้ความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น นั่นทำให้เขาถูกคุมขังและถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านต่างหันหลังให้ มีเพียงกำลังใจเดียวก็คือ ‘ฟรานซิสกา เจเกอร์สแตตเทอร์’ ภรรยาและลูกทั้งสามของเขา พวกเธอคอยอยู่เคียงข้างและเชื่อในตัวเขาอย่างถึงที่สุด

การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ หากนิยามให้สั้นๆ ก็คงต้องบอกง่ายๆ ว่าเป็นหนังสไตล์ผู้กำกับ เทอร์เรนซ์ มาลิก เหมือนเดิมนั่นแหละครับ เพียงแต่เรื่องนี้จะเล่าเรื่องแบบธรรมดาและเข้าใจง่ายขึ้น ไม่ได้ถึงขั้นต้องตีลังกาห้อยหัวใช้สมองหนักขนาดนั้น ไม่ได้เหมือนหนังพักหลังๆ ของเฮียที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึงมาก แต่ถึงจะมาเล่าเรื่องธรรมดาบ้าง ผู้กำกับคนนี้ก็ยังคงรักษาสไตล์งานของตัวเองไว้ได้อยู่ เพราะภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ยังคงเต็มไปด้วยปรัชญาอันลึกล้ำ มีถ้อยคำบทกวีที่ผสมปนเปอยู่ในทุกฉาก พยายามเป็นหนึ่งในเครื่องมือให้ทำความเข้าใจความคิดเบื้องต้นของมนุษย์ มีการตั้งคำถามตลอดทั้งเรื่องให้ชวนคิดอยู่เสมอ และกล้าพอจะตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับศาสนาจักรอีกด้วย เป็นอันยืนยันได้ว่านี่ยังคงเป็นหนังสไตล์มาลิกอยู่
    
ด้านประเด็นเรื่องนี่คือสิ่งสำคัญมากๆ ภายในเรื่องนี้ เพราะจริงๆ แล้วนี่เป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงตลอดในทุกยุคสมัยเลยก็ว่าได้ กับการที่มนุษย์คนหนึ่งต้องเลือกว่าจะทำตามกระแสสังคม (แย่ๆ) ยอมทำตามในสิ่งที่ตนเองไม่เชื่อ หรือจะยอมหักดิบ ไม่ข้องเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองไม่เห็นด้วย เพราะคิดหาเหตุผลมาดีแล้ว ไม่ยอมทำตามคำสั่งเลวร้ายของใคร แต่ท้ายที่สุดก็อาจสร้างความลำบากมาให้กับตนเองและครอบครัว ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็มักจะหนีไม่พ้นเข้าหมวดการเมือง และบ่อยครั้งมักไม่ค่อยถูกยกมาคุยกันอย่างเป็นจริงเป็นจังและมีเหตุผล เพราะหากคิดไม่เหมือนกันเมื่อไหร่ทุกคนก็พร้อมจะโจมตีกันเสมอ เฉกเช่นเดียวกับตัวเอกของเรื่องเองก็ไม่ได้ทำร้ายหรือทำผิดกฎหมายอะไรด้วยซ้ำ แต่กลับถูกทำเหมือนเป็นคนทรยศและชั่วช้ายิ่งกว่าการทำผิดใดๆ เสียอีก รวมไปถึงการที่คนในหมู่บ้านทำการล่าแม่มด ทำร้ายร่างกายและจิตใจภรรยาของตัวเอก ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก และยิ่งน่าเศร้าเป็นทวีคูณเมื่อเรื่องเหล่านี้ถูกผสมเข้ากับคำถามอันลึกซึ้งพร้อมปรัชญาคมคายอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า ผสมเข้ากับการแสดงอันแสนยอดเยี่ยมของดารานำที่มีทั้งคุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้าบ้าง รวมทั้งบรรดาตัวประกอบหลักร้อยเองนั้นก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้เก่งกาจไม่แพ้กัน มันยิ่งทำให้เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยอารมณ์เข้มข้น สุขจริงเศร้าจริง และดูสมจริงและเข้าถึงได้มากขึ้นไปอีก และชวนให้พึงระลึกไว้ว่ามนุษย์แต่ละคนเป็นปัจเจก ควรมีเหตุผลและเข้าใจกัน มากกว่าจะบังคับให้ใครเป็นอย่างที่สังคมอยากให้เป็น


เตือนนิดหน่อย...คือแน่นอนว่าหนังของมาลิกก็ต้องมาพร้อมกับจังหวะการเล่าเรื่องที่แช่มช้อยสวยงาม และยืดยาวเหมือนเคย หากใครเป็นคนดูหนังช้าๆ ไม่ได้...ถอยห่างเรื่องนี้ไปได้เลย เพราะเรื่องนี้แทบจะไม่มีจุดพีคใดๆ เลย ออกแนวกดดันตุ๊มๆ ต่อมๆ ในใจเสียมากกว่า

โปรดัคชั่นโดยภาพรวมสำหรับเรื่องนี้นี่คือยอดเยี่ยมสมชื่อผู้กำกับอีกแหละครับ เริ่มจากงานภาพที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นตามสไตล์ ใช้เลนมุมกว้างเก็บความยิ่งใหญ่ของฉากและบรรยากาศตลอด ใช้มุมกล้องที่มักเหวี่ยงไปมาเหมือนกล้องมือสมัครเล่น แต่สามารถเก็บรายละเอียดทุกการกระทำที่เกิดขึ้นภายในเฟรมภาพได้ และคุณภาพของภาพเองก็ดีมากที่สามารถเก็บบรรยากาศทุกอย่างภายในเรื่องไว้ได้อย่างครบถ้วน ถึงแม้โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่างานภาพมันไม่ได้เพอร์เฟ็คเท่ากับภาพยนตร์ Tree of Life เท่าไหร่ แต่นี่ก็ยังเป็นงานที่ควรค่าแก่การชม เพราะหลายส่วนที่กล้องจับภาพมาได้มันสวยงามมาก

ภาพแบบเลนส์มุมกว้าง ฉากธรรมชาติสวยงาม พร้อมการแสดงที่ยอดเยี่ยม นี่แหละหนังสไตล์ผู้กำกับมาลิกเขาล่ะ!


และสิ่งที่งานภาพเรื่องนี้จับได้ก็คือความเป็นธรรมชาติและสมจริงของงานสร้างนี่แหละครับ และความสมจริงก็ช่วยสร้างบรรยากาศเฉพาะตัวและความน่าจดจำได้อย่างดี โดยเฉพาะกับฉากหมู่บ้านบนเขา มันสมจริงซะจนทำให้ผมอยากเห็นเบื้องหลังเลยว่าหมู่บ้านนี้มีอยู่จริงๆ มีอยู่จริงแต่ตกแต่งใหม่นิดหน่อย หรือสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด (พยายามหาเบื้องหลังแล้วแต่ไม่เจอจริงๆ) มันเป็นสถานที่ที่เหมือนฝันมากๆ ขุนเขาเขียวขจีในหน้าร้อนสลับกับสีขาวหิมะในหน้าหนาว เมฆหมอกที่ค่อยซอกซอนไปตามทิวเขา แม่น้ำลำธารที่ไหลไปช้าๆ พร้อมทำนองน้ำไหลไพเราะติดหู บ้านไม้เรียงรายเป็นหย่อมๆ และต้นไม้ดอกไม้ที่เรียงเป็นทิวปลิวไสวไปกับสายลม ซึ่งความสวยงามสมจริงเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้เนื้อเรื่องหดหู่ขึ้นเมื่อมีการตัดเข้าฉากคุกนาซีที่ดูซอมซ่อไม่น่าอยู่ และมีกลิ่นอายของความโหดร้ายอยู่ทุกอณู ขณะเดียวกันก็ยังมีงานด้านเสื้อผ้าหน้าผมที่เห็นแล้วไม่ขัดตาอีก นับว่าทีมงานสามารถสร้างความสมจริงของเนื้อเรื่องผ่านงานด้านโปรดัคชั่นได้อย่างดีเยี่ยม การมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องจึงไม่ใช่เรื่องยากนัก เพราะมันไม่ได้มีอะไรแปลกปลอมในภาพที่ได้เห็นให้ตงิดใจเลย

สรุปโดยภาพรวมแล้ว A Hidden Life อะ ฮิดเด้น ไลฟ์ จึงเป็นภาพยนตร์ดราม่าประวัติศาสตร์ที่ทำออกมาได้ดี ยังคงเป็นหนังสไตล์ผู้กำกับ เทอร์เรนซ์ มาลิก แต่ดูง่ายขึ้นกว่าหลายเรื่องก่อนหน้านี้ ประมาณ The Thin Red Line จังหวะหนังแช่มช้าและยาวเหยียด หนังเต็มไปด้วยปรัชญาและคำถามชวนคิด โดยเฉพาะกับเรื่องการต่อสู้กับความอยุติธรรมหรือสิ่งที่ตนเองไม่เห็นด้วย การลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อสิ่งถูกต้อง ด้านการแสดงของนักแสดงที่เป็นธรรมชาติ การถ่ายทำที่ไม่ปรับแต่งอะไรมากมาย การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผมและฉากต่างๆ นั้นทำได้ยอดเยี่ยม ทำให้สิ่งที่ได้เห็นในภาพยนตร์ดูสมจริงไปหมด...ใครเป็นคอหนังดราม่าประวัติศาสตร์ ชอบหนังที่เล่นประเด็นจัดจ้านเกี่ยวกับการยืนหยัดสู้กับผู้มีอำนาจ สามารถดูหนังยาวเหยียดและเชื่องช้าได้ เชิญชมในโรงภาพยนตร์ได้เลยจ้า!

ปล.รอบหนังค่อนข้างน้อย แต่สัปดาห์นี้ก็ไม่ค่อยมีตัวเลือกอะไรให้ดูเท่าไหร่ ยังไงก็เช็ครอบกันดีๆ ก่อนจะไปชมนะครับผม

วิจารณ์หนัง A Hidden Life อะ ฮิดเด้น ไลฟ์ Review by Bombo Aruzo


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: