ราชาเสือ Tiger King: Murder, Mayhem and Madness


ราชาเสือ Tiger King : Murder, Mayhem and Madness เป็นภาพยนตร์สารคดีจากเน็ตฟลิกซ์ที่เจาะลึกเรื่องราวชีวิตของเหล่าผู้เปิดสวนเสือในอเมริกา เน้นไปที่เรื่องราวของ โจ เอ็กโซติค, แครอล บัสกิ้น และนักธุรกิจคนอื่นๆ ด้วยความที่สวนสัตว์เสือไม่ได้มีมากมายนัก แต่ละคนในวงการนี้จึงรู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน และเป็นคู่อริที่เอาคืนกันไปมาอย่างรุนแรงจนถึงขั้นจ้างวานฆ่า ขณะเดียวกันคนเหล่านี้ก็แทบจะไม่มีชีวิตแบบปกติเลย ทั้งเรื่องของความรัก สภาพจิตใจ และเรื่องของความโหดร้าย ที่ท้ายที่สุดพอเข้าตาจน บางครั้งความรักสัตว์ที่พร่ำพูดมานานก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเป็นคนโอบอ้อมอารีอย่างที่ใครคิด จนนำไปถึงการตั้งคำถามว่าจริงๆ พวกเขาเก็บเสือไว้เพราะรักพวกมันจริงๆ หรือว่ามีเหตุผลอื่นใดอีก
    
เอาจริงๆ ต้องบอกก่อนเลยว่าโดยส่วนตัวนั้นก็ไม่ได้มาสายทางสารคดีเท่าไหร่ ยิ่งเป็นสารคดีซีรีส์ที่เล่าเรื่องยาวเหยียดหลายตอนยิ่งต้องคิดหนักก่อนรับชม แต่อาจเพราะผมเห็นมีม โปสเตอร์ ที่หลักๆ พุ่งเป้าไปที่ตัวเอกของสารคดีนี้อย่าง โจ เอ็กซอติค และคนอื่นๆ ในสารคดีอีก มีผู้คนในอินเตอร์เน็ตต่างเอามาภาพของคนในสารคดีนี้มาเล่น มาแต่งภาพ และเอามาล้อมากมาย ก็เลยอดที่จะต้องลองเปิดมาชมไม่ได้ แล้วหลังจากได้ชมก็ต้องยอมรับเลยครับว่านี่เป็นสารคดีที่สุดยอดจริงๆ


ก่อนที่จะอ่านบทความ ลองชมตัวอย่างภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้กันก่อนได้ที่ล่างนี้เลย



  
เอาจริงๆ ต้องบอกว่าหลังจากที่ได้ชมแล้ว นี่เหมือนกำลังดูซีรีส์แย่งชิงบัลลังก์อยู่จริงๆ เลยครับ คือสามารถมองว่านี่เป็นซีรีส์ดราม่าอาชญากรรมสืบสวนสอบสวนได้เลย หลักๆ แล้วนี่เป็นเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างราชาและราชินีเสือที่ในเบื้องต้นนั้นเขาทั้งหลายก็พยายามเคลมว่าตนกำลังทำเพื่อเหล่าเสืออยู่ แต่พอเอาเข้าจริงแต่ละคนก็ดูจะมีด้านมืดในการดูแลเหล่าสัตว์กันทั้งนั้น แต่ปัญหามันก็เกิดขึ้นมาจากการพยายามดิสเครดิตกัน จากนั้นก็กลับกลายเป็นเรื่องส่วนตัว (หรือจริงๆ อาจเป็นเรื่องส่วนตัวมาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ เพียงแค่เอาสัตว์มาบังหน้าก็เท่านั้น) และหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เนื้อเรื่องจึงเต็มไปด้วยความเพี้ยน ความบ้าคลั่ง การอยากเอาคืนจากการสั่งสมความแค้นที่มีมาเป็นสิบปี กลายเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมที่ท้ายที่สุดจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีการจ้างวานฆ่ากันจริงๆ หรือเปล่า
    
ผมว่าความสนุกของเรื่องมันอยู่ตรงที่การให้สัมภาษณ์ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในอดีตของแต่ละคน (ขึ้นอยู่กับว่าในมุมมองใครเล่าด้วย) เรื่องนิสัย เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ซึ่งมันทำให้เนื้อเรื่องซับซ้อนขึ้นมาก เพราะแต่ละคนก็ดูมีเหตุผลที่น่าฟังและเชื่อถือได้ มันให้อารมณ์แบบราโชมอนหรืออุโมงค์ผาเมืองมาก เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้ากล้องทุกคนก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายกันทั้งนั้น แทบทุกคนล้วนแล้วแต่ยอมรับส่วนดี และยอมรับส่วนเสียของตัวเองในหลายเรื่อง เลยทำให้เดายากมากว่าควรจะเชื่อใครดี เพราะเอาเข้าจริงเมื่อได้ชมและลองปะติดปะต่อเหตุการณ์ดูแล้ว ปัญหาหลายปัญหานั้นดูจะเกิดจากความไม่ตั้งใจในหลายเรื่องเลย คือใครหลายคนเป็นแบบนั้น หรือทำอะไรลงไปแบบนั้นเพราะแค่นิสัยเขาเป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ได้คิดร้ายอะไรกับใครโดยตรงมากมาย ขณะที่ปัญหาหลายครั้งก็เต็มไปด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องที่สร้างปัญหาให้คนทั้งหลายมานักต่อนัก ไหนจะเรื่องปาร์ตี้ เรื่องเหล้า เรื่องหญิง เรื่องยาเสพติด เรื่องธุรกิจ เรื่องการทำร้ายร่างกาย ซึ่งสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้มักพาไปสู่จุดล้มเหลวในชีวิตของใครมานักต่อนัก

สิ่งที่ชอบคือตัวสารคดีเองก็ดูมีความเป็นกลาง คือเล่ามุมดีๆ มุมน่าสงสารของทุกคน และเล่ามุมร้ายๆ ของทุกคนได้ครบถ้วน มันมีความหลากหลายมากอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า พาให้ไปเห็นความมีมิติของตัวละครทุกตัวได้ครบถ้วน เป็นไปตามธรรมชาติมนุษย์ ที่เหมือนเอาเข้าจริงใครๆ ต่างก็เคยทำดี ทำเรื่องเลวร้าย ไม่ได้ต่างกันนัก การจะมาตัดสินใจใครดีหรือเลวที่สุดในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะปัจจุบันคนก็ยังถกเถียงกันอยู่เลยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตัวบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้อง


สิ่งที่น่าชื่นชมสุดก็คือทีมงานดูจะสามารถจัดการลำดับเรื่องราวจากคลิปทั้งหลายที่มีให้ออกมาดูน่าตื่นเต้น และน่าสนใจได้ทุกตอน สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเหมือนดูซีรีส์บันเทิงอยู่ก็เพราะการตัดต่อเลย ยอมรับความเก่งกาจเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะการที่สามารถไปหาคลิปต่างๆ มาเติมเต็มรายละเอียดด้านภาพและเสียงจากเหตุการณ์จริงให้ชัดเจนขึ้นได้ ก็มีตั้งแต่คลิปเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตโจที่ไม่น่าจะหาได้ยาก เพราะเขามีทีมงานถ่ายทำที่แทบจะถ่ายทุกอย่างในสวนสัตว์ของเขาไว้หมด แต่ก็มีหลายคลิปที่เซอร์ไพรส์จริง บางคลิปนี่คือย้อนกลับไปสี่สิบห้าสิบปีได้ ตั้งแต่สมัยบางคนยังค้ายา บางคนยังเป็นเด็ก พวกเขาสามารถตัดต่อเรื่องราวเหล่านี้ให้ดูมีตัวเอก มีตัวร้าย มีตัวประกอบที่น่าสนใจได้ บางเหตุการณ์ไม่มีคลิปก็ทำการถ่ายจำลองเหตุการณ์มา เรียกได้ว่าเต็มที่กับงานในทุกอณู ทำให้เนื้อเรื่องชวนติดตามขึ้นโข

ส่วนตัวในเรื่องการตัดต่อนี่ผมชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการตัดต่อเพื่อโชว์สีหน้าและอารมณ์มาก ดูได้จากสีหน้าของคนให้สัมภาษณ์ อย่างเช่นการตอบคำถามบางคำถามของผู้ให้สัมภาษณ์ บางคำถามนั้นเป็นเรื่องใหญ่ แล้วคนตอบเขาก็ดันตอบด้วยน้ำตาคลอ พูดเสร็จก็ทำท่ากระอักกระอ่วน หรือจู่ๆ ก็หัวเราะ กลอกลูกตาไปมา หรือทำท่าประหลาดหลังจากถูกกล่าวหาอะไร การทิ้งจังหวะเหล่านี้ช่วยทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย ช่วยให้เรื่องน่าค้นหา จนทำให้ต้องคิดว่ามีใครสักคนในนี้พูดโกหกอยู่จริงๆ และโกหกรัฐบาลอเมริกา โกหกคนทั้งโลกอย่างหนัก และชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีทางที่ใครจะได้รู้ความจริงบางเรื่องจากพวกเขาอีกด้วย
   
และด้วยความที่เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์สารคดีที่สร้างจากเรื่องจริง ส่วนตัวผมมองว่าหากใครอยากชมก็ให้เข้าไปชมเลยนะครับ พยายามอย่าหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขา เพราะว่าสารคดีเรื่องนี้ลำดับเรื่องเล่าได้ดีอย่างที่กล่าวไป แต่ละตอนมีเหตุการณ์ให้ตกใจอยู่เสมอ ทำให้มีเรื่องราวให้ลุ้นอยู่เรื่อยๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบ้าง และสภาพในปัจจุบันในตอนให้สัมภาษณ์ของเขานั้นเกิดขึ้นจากอะไร ทำไมถึงแขนขาด ทำไมถึงฟันหลอ ทำไมขาขาด และอื่นๆ อีกมากมาย

สรุปโดยภาพรวมแล้ว ราชาเสือ Tiger King: Murder, Mayhem and Madness จึงเป็นสารคดีคุณภาพดีมากที่พาคุณไปเห็นชีวิตของหลายคนที่บอกว่าตัวเองรักสัตว์ แต่จริงๆ แล้วการกระทำหลายอย่างดูไม่ใช่อย่างนั้นเลย หลายอย่างดูเป็นเรื่องธุรกิจ เป็นเรื่องของอำนาจมากกว่า แถมยังมีความลึกลับซับซ้อนมากมายเกี่ยวกับผู้คนที่เกี่ยวข้างกับเรื่องนี้ เพราะแต่ละคนแต่ละฝั่งต่างก็มีความเชื่อและมุมมองที่แตกต่างกันไป ทุกคนล้วนเป็นคนดีและเป็นคนเลว ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ที่มุมมองของใครและเป็นคนทำงานให้ใคร สิ่งที่น่าชื่นชมสุดก็คือทีมงานดูจะสามารถจัดการลำดับเรื่องราวจากคลิปทั้งหลายที่มีให้ออกมาดูน่าตื่นเต้นและน่าสนใจได้ทุกตอน บางคลิปนี่คือย้อนกลับไปสี่สิบห้าสิบปีได้ แต่ทีมงานก็เก่งกาจหาจนเจอแล้วนำมาปะติดปะต่อเรื่องได้ คนตัดต่อเก่งจริง สนุกเหมือนดูซีรีส์ทั่วไปมาก...ใครเป็นคอหนังสารคดี ชอบหนังที่มีการนำเสนอหลากมุมหลายด้าน มีความเป็นสารคดีสืบสวนหาความจริง และเต็มไปด้วยตัวละครแสบๆ ที่แม้แต่ตอนสัมภาษณ์ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อคำพูดใครได้ ใครสนใจเชิญชมในเน็ตฟลิกซ์ได้เลย!

ปล. ซีรีส์มีความยาวทั้งหมด 8 ตอน โดยมีตอนสุดท้ายเป็นการสัมภาษณ์พิเศษชีวิตปัจจุบันของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโจ ซึ่งก็ยังเป็นตอนที่ควรชม เพราะยังมีบางเรื่องที่ในสารคดีไม่ได้อธิบายไว้ ส่วนความยาวแต่ละตอนก็ตามซีรีส์ทั่วไปครับผม



บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: