The Current War สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ



ผู้กำกับภาพยนตร์ : Alfonso Gomez-Rejon (The Town That Dreaded Sundown, Me and Earl and the Dying Girl)

The Current War สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ เป็นภาพยนตร์ดราม่าย้อนยุคที่เล่าเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งเจ้าแห่งวงการไฟฟ้า ระหว่างไฟฟ้ากระแสตรงและไฟฟ้ากระแสสลับ (ระหว่าง DC กับ AC) นำโดยอัจฉริยะนักประดิษฐ์ โทมัส อัลวา เอดิสัน ที่จับมือกันกับเจ้าพ่อนายทุนคนหนึ่งเพื่อผลักดันการใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) โดยพวกเขาต้องเผชิญกับการต่อต้านทฤษฎีจาก จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ วิศวกร นักประดิษฐ์ และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้สนับสนุนทฤษฎีไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่ได้รับการช่วยเหลือจาก นิโคลา เทสลา ที่เป็นอีกหนึ่งอัจฉริยะนักประดิษฐ์ และการต่อสู้กันทั้งนี้มีผลต่ออนาคตของคนทั้งโลกเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า

การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ชวนให้นึกถึงเรื่อง The Prestige หรือ ศึกมายากลหยุดโลก ของป๋าโนแลนมาก แถมเป็นยุคสมัยเดียวกันด้วย และความคล้ายของมันก็คือนี่เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับการพยายามเอาชนะกันของคนสองคนที่แต่ละคนก็พยายามงัดวิชาและความเชื่อของตัวเองมาสู้ ก่อนที่มันจะเริ่มเลยเถิดกันไปในหลายจุด แต่ระดับความเข้มข้นนั้นค่อนข้างเรียกได้ว่าไปเรื่อยๆมากกว่า ไม่ได้เป็นศึกของตัวจี๊ดขนาดนั้น เหมือนหนังไม่ได้พยายามจะแต่งเติมเรื่องให้มันเด่นและรุนแรงเท่าไหร่ เป็นศึกสงครามอันยาวนานเป็นสิบปีที่หนังเลือกจะเล่าแบบค่อยเป็นค่อยไป หลายคนอาจบอกว่านี่ไม่ต่างจากการเอาข้อมูลมาแปะต่อๆกันไปเรื่อยๆโดยไม่ดัดแปลงเลย แต่ผมกลับผมมองว่านี่ก็เป็นเหมือนภาพยนตร์สารคดีที่เก็บบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบนึงนั่นแหละ กลับชอบความไม่ได้พยายามปรุงแต่งอะไรให้เรื่องมันพีคๆเวอร์ๆมากมายอย่างนี้ อย่างน้อยๆตอนได้เห็นไฟสว่างทั้งเมืองมันก็เป็นจุดที่น่าจดจำดี ถูกที่ถูกเวลา

และสิ่งที่ชอบที่สุดคือหนังเรื่องนี้ด้านบทก็คือหนังไม่ได้ขับเน้นบทใครเป็นพิเศษ กระจายบทให้ตัวนำทั้งสองคนได้เด่นพอๆกัน เพราะตัวบทนั้นต้องการนำเสนอให้เห็นทุกด้านของความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีใครดีหรือเลวขนาดนั้น ทุกคนมีความเชื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นของตัวเอง พอถึงจุดหนึ่งคุณจะต้องเกลียดคนสักฝั่งหรือสักคนนึงในเรื่องมากๆ แต่พอถึงอีกจุดหนึ่งคุณก็จะเข้าใจว่าแต่ละคนมีเหตุผลที่ทำแบบนั้น ซึ่งทำให้เราก็โกรธเขาไม่ลงได้เหมือนกัน

เทคนิคการนำเสนอของเรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลย สุดยอด นี่เป็นหนังที่กล้านำเสนอในรูปแบบที่คุณจะไม่มีโอกาสได้เห็นในหนังทุ่มทุนสร้างเรื่องไหนๆเลย เริ่มตั้งแต่การจัดแสงภายในเรื่องที่เรียกว่าไม่แคร์ความสวยงามตามสูตรของการถ่ายภาพยนตร์ เพราะในช่วงเวลาที่โลกยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่ว่ามุมไหนก็ดูมืดไปหมดจริงๆ และหนังเรื่องนี้ก็เลือกที่จะนำเสนอภาพแบบนั้นให้เรารู้สึกถึงโลกก่อนที่จะมีไฟฟ้าให้ใช้ไปทั่วทุกหนแห่ง (และแอบรู้สึกว่าคนทำฉากคงเซ็งไม่น้อยเหมือนกันที่ไม่ค่อยได้โชว์งานตัวเองเลย ฮ่าๆ) นอกจากนั้นหนังยังใช้ทางเทคนิคภาพ Timelapse, Hyperlapse, กล้องตั้งเอียง กล้องเหวี่ยงไปมาให้ให้เห็นแสงไฟเป็นเส้น ตัดช่องเล่าเรื่องออกเป็นสามช่อง ตัดภาพไปให้เห็นม้าหรือคนที่กำลังเดินอยู่ด้วยภาพขาวดำที่ถูกบันทึกไว้ในกล้องภาพยนตร์ยุคแรก และอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่ามีเทคนิคอะไรเฮียก็โชว์ของออกมาหมดในเรื่องนี้ ใครชอบงานภาพและอยากศึกษาการนำเสนอที่ต่างออกไปจนแทบจะเรียกได้ว่านี่เป็น ‘หนังอินดี้ที่ลงทุนมหาศาล’ ก็เชิญเข้ามาลองลิ้มรสได้เลย

การแสดงสำหรับเรื่องนี้ค่อนข้างดีทุกคนครับ ตามมาตรฐานเลย หลักๆแล้วคนที่แสดงนำและแบกเรื่องไว้ก็คือสองคนหลักๆที่หนังใช้โปรโมทและอยู่บนหน้าโปสเตอร์นั่นแหละครับ นั่นคือ เบเนดิกซ์ คัมเบอร์แบช (Benedict Cumberbatch) และ ไมเคิล แชนนอน (Michael Shannon) แต่ไม่มีใครสุดยอดไปกว่าใคร เพราะตัวบทและคนกำกับดูจะไม่ได้พยายามขับเน้นอารมณ์หรือการนำเสนอคนไหนให้เด่นชัดขึ้นมากกว่าอีกคนหนึ่งอย่างที่บอกไป ส่วนนักแสดงอย่างน้อง ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) มารับบทเป็นแค่ตัวประกอบเรื่องเท่านั้น และบทน้อยที่สุดจนต้องถามว่ามาทำไมก็คือ นิโคลัส ฮัลท์ (Nicholas Hoult) ผู้รับบทเทสล่านี่แหละ อันนี้ซึมจริง ทำให้เฮียเทสล่าผมดูหมองๆจืดๆและไร้ค่าไปเลย นึกว่าจะมีส่วนบทและมีส่วนในความพีคของเนื้อเรื่องมากกว่านี้ซะอีก


สองนักแสดงนำขั้นเทพยังคงเด่นอยู่ เพียงแต่บทที่ไม่ได้เข้มข้นนักทำให้ใช้พลังพวกแกไม่เต็มที่เท่าไหร่

โปรดัคชั่นโดยภาพรวมสำหรับเรื่องนี้นี่เรียกว่าดีและอลังการมากเลยนะครับสำหรับหนังย้อนยุคเรื่องนึง ด้วยจำนวนฉากและเหตุการณ์ที่มีมากมาย โดยเฉพาะเมื่อผสมโรงเข้ากับการจัดแสงที่ไม่เหมือนใครแล้วก็ยิ่งทำให้เราได้เห็นภาพโลกในยุคเก่าที่ยังไม่มีแสงสว่างได้ชัดเจนขึ้นอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า เป็นภาพอะไรที่แปลกตาดีและชื่นชมที่กล้าเล่นมากๆ ชอบฉากของโรงงานทุกมุมทุกหนแห่งที่ดูจะหาข้อมูลมานำเสนออย่างดี ชอบเสื้อผ้าของทุกคนทุกชนชั้นและรูปแบบของการแต่งตัว อะไรที่ไม่ชอบก็คงเป็นการแต่งหน้าทำผมนักแสดงที่ยังดูปลอมๆอยู่ รู้สึกว่าทรงผมทรงหนวดหรือแม้แต่การพยายามแต่งหน้าให้ใครสักคนแก่มันยังดูไม่จริงเท่าไหร่

สรุปโดยภาพรวมแล้ว The Current War สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ จึงเป็นภาพยนตร์ดราม่าย้อนยุคที่ทำออกมาได้อยู่ในขั้นดีด้านเนื้อเรื่อง เล่าเรื่องเล่าเรื่องไปเรื่อยๆและแอบมีย้อนให้เห็นอดีตบ้างนิดหน่อยในระยะเวลาเป็นสิบปี มีสภาพเป็นซีรีส์ขนาดยาวย่นย่อให้จบภายในหนังชั่วโมงสี่สิบนาที สิ่งที่โดดเด่นมากๆในหนังคือเทคนิคการนำเสนอโดยเฉพาะการถ่ายภาพที่เอามาโชว์ทุกรูปแบบเท่าที่จะหาได้เลยทีเดียว การแสดงทำได้ดีทุกคน แต่จะไม่ค่อยสุดทาง เพราะเนื้อเรื่องไม่ได้เน้นให้ตัวละครหลักคนไหนเด่นกว่าใคร งานโปรดัคชั่นคือสุดยอดมาก ทุ่มทุนสร้างด้วยความสมจริงของฉากและองค์ประกอบในยุคนั้น รวมถึงจำนวนฉากและเหตุการณ์มากมาย...การจะชอบหรือไม่ชอบเรื่องนี้ก็คงตีหลักๆได้สองด้าน คือคุณหวังกับเนื้อเรื่องหรือความหวือหวาในด้านเทคนิคนำเสนอมากกว่ากัน ถ้าหวังกับเนื้อเรื่องไว้มากว่าจะต้องพีคๆก็อาจจะผิดหวัง นี่เป็นหนังประวัติศาสตร์ที่ไล่เวลาไปเรื่อยๆตามความจริงมากกว่า แต่ถ้าชอบเทคนิคการนำเสนอ การถ่ายภาพที่มีสไตล์ เรื่องนี้โดดเด่นมากๆ ส่วนถ้าใครชอบนักแสดงนำสองท่านระหว่างเฮียเบนกับพี่ไมเคิลก็พอมาชมได้อยู่ คนอื่นเป็นแค่ตัวประกอบจ๊ะ!

ปล.ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ศัพท์ทางเทคนิคเยอะ โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้า วิศวะ และทฤษฎีวิทยาศาสตร์อื่นๆ ผมเชื่อว่าพากย์ไทยก็ช่วยไว้ได้เยอะเหมือนกัน เพราะส่วนตัวดูพากย์ไทย ใครดูแบบเสียงต้นฉบับอาจมีปวดหัวเหมือนกันนะ


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: