วิจารณ์หนัง X-Men: Dark Phoenix X-เม็น ดาร์ก ฟีนิกซ์


ผู้กำกับภาพยนตร์ : Simon Kinberg (กำกับหนังเรื่องแรก ก่อนหน้าเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่มาเยอะมากๆ)

X-Men : Dark Phoenix X-เม็น ดาร์ก ฟีนิกซ์ เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวต่อจากภาค Apocalypse ในปี ค.ศ.1992 นักบินอวกาศเกิดอุบัติเหตุกลางอวกาศเนื่องจากมีวัตถุประหลาดบางอย่างคล้ายพายุสุริยะเข้ากระแทก เหล่ากลุ่มเอ็กซ์เม็นจึงตัดสินใจขึ้นไปช่วยถึงที่ แต่พวกเขาทำงานพลาดจน จีน เกรย์ โดนสิ่งคล้ายพายุสุริยะซึมเข้าไปในตัวเต็มที่ แม้จะดูรุนแรงแต่เธอกลับรอดตายมาได้ และได้พลังที่มากขึ้นจนเธอควบคุมตัวเองไม่ได้ สร้างความวุ่นวายไปหมด งานนี้จึงมีคนหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งพยายามใช้เธอ พยายามจะฆ่าเธอ และพยายามจะช่วยเธอ

การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ส่วนตัวผมให้พอๆกันกับภาคที่แล้วเลยนะ (Apocalypse) มันเป็นอะไรที่กึ่งสุกกึ่งดิบ เป็นหนังที่มืดหม่นไร้มุกตลกมากๆชนิดที่ว่าแฟนมาร์เวลสายหรรษาจะต้องร้องไห้ อาจเพราะตัวละครอย่างควิกซิลเวอร์ที่เป็นตัวฮาหลัก หรือแทบจะเป็นตัวฮาคนเดียวในแฟรนไชส์นี้นั้นมีบทน้อยมากๆก็เป็นได้ เป็นหนังที่ดูแล้วหนักหัวเหมือนกำลังดูหนังแบทแมนไตรภาคของโนแลนอีกรอบ เป็นหนังที่พยายามกล่าวถึงการตามหาตัวตนและความหวังของหมู่มวลชาวเอ็กซ์เม็น เป็นหนังที่พยายามปิดจบให้ยิ่งใหญ่ด้วยเนื้อเรื่องที่ชวนขนลุกว่าถ้าเหตุการณ์นี้กลับตาลปัตร โลกจะต้องฉิบหายแน่ๆ...แต่มันทำไม่ถึงเลย เป็นหนังที่พยายามจะขายความจริงจังแต่การตัดสินใจหรือเปลี่ยนใจของหลายตัวละครยังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ เป็นหนังที่พยายามทำให้ดูมีการหลอกล่อการพยายามใช้ใครคนอื่นเป็นเครื่องมือ แต่ไม่มีคำพูดชักชวนที่น่าสนใจเลย ด้านเนื้อเรื่องจึงถือว่าค่อนข้างสอบตก คือถ้าหนังทำจริงจังไม่ถึงแต่เน้นโทนที่สดใสกว่านี้ เชื่อว่าจะต้องออกมาดีกว่าที่เป็นอยู่แน่ๆ

เหลือสิ่งหนึ่งที่ผมยังชอบอยู่ก็คือด้านแอ็คชั่น เอาจริงๆมาตรฐานของเอ็กซ์เม็นก็ใกล้เคียงกับหนังอเวนเจอร์สมาร์เวลนั่นแหละ นั่นคือการพยายามรวมทีม พยายามใช้พลังของแต่ละคนเพื่อช่วยเหลือกันและให้เข้าคู่กัน อาจมีบ้างที่สงสัยว่าทำไมต้องใช้พลังนี้ในเหตุการณ์นั้นทั้งๆที่ทำแบบอื่นง่ายกว่า แต่ก็ช่างมันเถอะ ดูๆไปแบบเพลินๆก็สนุกดี อลังการได้ประมาณนึง แต่ไม่ถึงขั้นโลกแตก แม้แต่ตึกพังสักตึกยังไม่เห็นเลย (จริงๆมันมีเรื่องเล่าดาวเคราะห์แตกอยู่ แต่มันไม่เกี่ยวกับเอ็กซ์เม็นเลย)  มากที่สุดก็รถไฟพังอย่างที่เห็นในตัวอย่างนั่นแหละ ใครหวังว่าจะมาดูนรกบนดินดาวเคราะห์จะสูญสิ้นก็อาจต้องผิดหวังกันหน่อยนะ

การแสดงสำหรับเรื่องนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี หากมองว่านี่เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่แล้วถือว่าดีกว่าชาวบ้านเขาประมาณนึง อาจน่าเสียดายที่นักแสดงสาวน้อยอย่าง โซฟี่ เทอร์เนอร์ ดูจะยังหน้านิ่งและเด็กไปหน่อยสำหรับการรับบทคนเป็นไบโพลาร์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายหนักขนาดนี้ เราเลยยังเข้าไม่ถึงอารมณ์เธอเท่าไหร่แม้จะมีน้ำตาไหลออกมาเต็มเรื่องไปหมด และอีกคนที่น่าผิดหวังมากก็คือ เจสสิก้า ชัสเทน ที่รับบทเป็นตัวร้ายหลักของเรื่องนั้นก็ดูจะทำตัวแข็งทื่อเกินไป อาจเพราะบทไม่ส่งให้ช่วยเท่าไหร่เลยทำให้เธอดูจืดจางไปไร้ความน่าจดจำไปซะอย่างนั้น แต่ถึงอย่างนั้นภาพยนตร์ก็ยังเต็มไปด้วยตัวแบกเรื่องหลายคน ไม่ว่าจะเป็น นิโคลัส ฮัลท์ เอง ตัวเฮีย เจมส์ แม็คอวอย ก็ยังคงโชว์ความเก๋าในการแสดงได้ดีไม่ว่าจะอยู่ในหนังระดับไหนก็ตาม และสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมเองยังไงก็หนีไม่พ้นเฮีย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ด้วยบุคลิกรูปลักษณ์ส่วนตัวและพลังการแสดงของเฮีย บอกได้เลยว่าเท่สุดๆ แถมยังคงเป็นนักแสดงที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีไม่ว่าอยู่ในหนังเรื่องไหนเหมือนกับเจมส์อีกด้วย


เฮียฟาสเบนเดอร์โคตรเท่อ่ะบอกเลย!

โปรดัคชั่นโดยภาพรวมถือว่าน่าประทับใจนะ แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการถล่มโลกพังจักรวาลแบบภาคจบของหนังมาร์เวลที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่เดือน แต่ตัวหนังเองก็สามารถคุมทุกอย่างให้ดีที่สุด และถล่มยับด้วยพลังที่มีเท่าที่จะทำได้ที่สุดแล้ว (จริงๆถ้าไม่ต้องถ่ายทำกันใหม่หลายส่วนหนังคงเอางบไปโปะความอลังการได้มากกว่านี้แล้ว) ชอบสีสันและพลังคอสมิคมาก ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและพลังอลังการ ฉากถล่มในเรื่องคือระเบิดมันส์สะใจ ตูมตาม เสียดายที่หลายฉากเหมือนรีเมคเอาจากภาคก่อนๆหน้ามาทำใหม่ (ก่อนหน้านี่คือแบบไตรภาคแรกโน่นเลยนะ) การดีไซน์หลายอย่างดูหากินจากบุญเก่ากันไปหน่อย มีที่ชอบก็เพียงแค่แม็กนิโต้วัยหนุ่มนี่แหละที่ดีไซน์ได้ดิบขึ้นกว่าเวอร์ชั่นก่อนหน้าจริงๆโดยไม่พยายามประดิษฐ์ประดอยชุดให้มันเวอร์เกินจริง อันนี้ใหม่ และยอมรับว่าเท่มาก

สรุปโดยภาพรวมแล้ว X-Men : Dark Phoenix X-เม็น ดาร์ก ฟีนิกซ์ จึงเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ภาคจบที่ทำออกมาได้กลางๆ ส่วนตัวมองว่าพอๆกันกับภาคที่แล้ว (Apocalypse) เนื้อเรื่องเฉยๆ ไม่แย่และไม่ดี ประเด็นหมุนวนอยู่กับการพยายามตามหาตัวเองของ จีน เกรย์ ยาวนานมากไปจนทำให้เรื่องไม่ค่อยเดิน มุกตลกไม่มีเลย จริงจังยิ่งกว่าหนังดีซี ตัวร้ายก็นิ่งๆเรียบๆ ไร้ความน่าสนใจ แต่ยังไงเฮียฟาสเบนเดอร์ก็คือเท่สุด (คนเล่นเป็นแม็กนิโต้) โปรดัคชั่นถือว่าทำออกมาอลังการใช้ได้ งานมีคุณภาพเก็บเนี๊ยบ สีสันสวยงามมากมายโดยเฉพาะพลังคอสมิคอลังการทั้งหลายแหล่ แต่อย่าไปเทียบความยิ่งใหญ่ของหนังภาคจบมาร์เวล มันคนละเรื่อง...ใครเป็นคอหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูหนังได้เรื่อยๆ ไม่จริงจังกับเนื้อเรื่องนักก็มาชมได้ ไม่แย่ แต่ถ้าใครหวังความยิ่งใหญ่ถล่มโลก หวังหนังที่มีมุขตลกประปรายแบบมาร์เวล บอกเลยว่าเรื่องนี้ไม่มีให้นะจ๊ะ!


ปล.ภาพยนตร์ไม่มีฉากท้ายเครดิต จบแล้วจบเลย ลาลับตลอดกาลจ๊ะ

วิจารณ์หนัง X-Men: Dark Phoenix X-เม็น ดาร์ก ฟีนิกซ์ - Review by Bombo Aruzo

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: