วิจารณ์หนัง Aladdin อะลาดิน



 Aladdin อะลาดิน ผู้กำกับภาพยนตร์ : Guy Ritchie ( Snatch, Sherlock Holmes 1-2, King Arthur: Legend of the Sword )

Aladdin อะลาดิน เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่ดัดแปลงมาจากแอนิเมชั่นชื่อดังมากของดิสนีย์ เล่าเรื่องของ “ อะลาดิน ” เด็กหนุ่มแสนยากจนที่ตกหลุมรักกับเจ้าหญิงจัสมินในมหานครที่เขาอาศัยอยู่ วันหนึ่งเขาถูกล่อลวงโดยพ่อมดจาฟาร์ให้เข้าไปหาตะเกียงวิเศษที่มียักษ์จินนี่อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อเขาพบตะเกียงเขาก็มีโอกาสขอพรได้ 3 ข้อ และมีข้อหนึ่งที่เขาขอให้ตนได้กลายเป็นเจ้าชายเพื่อหวังครองรักกับเจ้าหญิงจัสมิน แต่เหมือนว่าความหมายของความเป็นเจ้าชายนั้นจะไม่ได้มาจากรูปลักษณ์หรือยศถาบรรดาศักดิ์อะไรอย่างที่เขาเข้าใจ เขาจึงต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

    เกริ่นก่อน...ผมได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในแบบเสียงต้นฉบับภาษาอังกฤษนะครับ ไม่สามารถตอบได้แน่ๆว่าพากย์ไทยเป็นยังไง แล้วการร้องเพลงทำได้ดีหรือเปล่า (แต่หลายคนชมว่าดีมากนะ)
การเล่าเรื่องนี่คือด้วยความที่เคยดูต้นฉบับมาแล้ว ก็ต้องบอกว่าใช้เค้าโครงเดิมจากอะลาดินภาคต้นฉบับเท่านั้นครับ เนื้อหาและรายละเอียดรวมไปถึงฉากเสริมต่างๆนั้นแทบจะไม่เหมือนกันเท่าไหร่เลย เพราะแค่เวลาเล่าเรื่องก็ไม่เท่ากันแล้ว (แอนิเมชั่นมีความยาวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ขณะที่เวอร์ชั่นภาพยนตร์ยาวถึงสองชั่วโมงนิดๆ)

ส่วนตัวนั้นภาพรวมในด้านความบันเทิงถือว่าทำได้ดีมากๆ ความปั่นป่วนและกวนโอ๊ยแบบ กาย ริชชี่ ยังคงมีอยู่บ้าง (แน่นอนว่าไม่มีความโหดในเรื่องนะ) โดยเฉพาะความลื่นไหลในการเล่าเรื่อง ในการคุยกันของตัวละครและการตบมุขกันอย่างต่อเนื่องนั้นถือว่าได้ผลพวงจากริชชี่มาแบบสุดๆ ยิ่งพอพ่วงกับความเป็นหนังมิวสิคัลเต็มตัว มีเพลงประกอบเยอะมาก ก็เลยทำให้มีจังหวะเรื่องเล่าที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา เผลอไม่ได้เป็นร้องเพลง เศร้าร้องเพลง มีความสุขร้องเพลง มีความรักร้องเพลง มิวสิคัลจ๋าแบบที่คอหนังร้องเพลงจะต้องอยากร้องตามจนตัวสั่นแน่นอน ด้านเนื้อหาหลักและข้อคิดอย่างเรื่องหัวโขน ลาภยศและคำสรรเสริญ ถือว่าขยี้ได้อย่างดี ชัดเจน องค์รวมในการเล่าเรื่องถือว่าทำออกมาได้ดีมาก อารมณ์แทบจะไม่ขาดช่วง ความเพลิดเพลินพ่วงต่อได้อย่างเต็มเหนี่ยว บันเทิงได้เต็มที่ตลอดสองชั่วโมง แทบไม่มีจุดไหนให้ง่วงเลย แต่แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนที่จะให้คะแนนเพอร์เฟ็คกับภาพยนตร์เรื่องไหนง่ายๆ...เรื่องนี้มีจุดด้อยอยู่เหมือนกัน ส่วนหนึ่งคือความน่าผิดหวังของตัวร้ายนี่แหละที่ไม่ค่อยจะโดดเด่นหรือมีความพลิกแพลงเท่าไหร่ในการพยายามใช้อำนาจที่ตัวเองมี แม้แต่ความมีมิติและความน่าสนใจก็ถือว่าต่ำ หลงมัวเมาในอำนาจ และแค่นั้นเลย ไม่มีอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น

และส่วนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบก็คือเรื่องกฎเกณฑ์ของพรจินนี่ภายในเรื่อง มันจะมีเหตุการณ์หลายฉากในเรื่องที่ทำให้สงสัยขึ้นมาว่าจริงๆพรของจินนี่มีพลังขนาดไหน และจินนี่ทำอะไรเองได้บ้าง หรือทำอะไรไม่ได้บ้าง จินนี่สามารถเสกโน่นนี่นั่นได้มากมายตามใจตัวเองต้องการ แต่กลายเป็นว่าพอถึงจุดคับขันดันต้องให้คนอื่นถูตะเกียงขอพรแทน มันเลยเป็นอะไรที่เรารู้สึกยังไม่ค่อยเข้าใจเต็มร้อยว่าการขอพรนี่มันยังไงกันแน่ มันมีความติดขัดและขัดแย้งกันในตัว เลยทำให้ช่วงนึงของหนังค่อนข้างจะสะดุด...เอาจริงๆอันนี้ไม่ถือว่าเป็นข้อเสียใหญ่นะ แต่สำหรับผมที่คิดเยอะ มันทำให้เนื้อเรื่องสะดุดและเอะใจกับเหตุผลบางอย่างก็เท่านั้น

การแสดงสำหรับเรื่องนี้ถือว่าแต่ละคนทำได้ดีสุดๆเหมือนกัน เมนา มาสซุด หรือหนุ่มผู้รับบทอาละดินนั้นถือว่าทำหน้าที่ได้กลางๆ ไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ อาจเพราะบทไม่พาให้เด่น นาโอมิ สก็อตต์ ผู้รับบทจัสมินนี่คือสุดๆ ทั้งสีหน้าท่าทาง การร้องเพลงพร้อมแสดงอารมณ์เศร้าไปด้วยนี่คืออินมากๆ เป็นดาวรุ่งที่ถือว่าน่าจับตามองสุดๆ ทั้งสวยทั้งเก่ง เลิศเลอเพอร์เฟ็คแบบหาได้ยากมากในบรรดานักแสดงสาวรุ่นใหม่ๆ

ส่วนใครห่วงเรื่องว่า วิลล์ สมิธ ไม่เหมาะสมกับบทยักษ์จินนี่เพราะสภาพแกมันดูตลกและดูปลอมมากตั้งแต่ตอนโปรโมทก็ขอให้คิดใหม่ครับ เรื่องรูปลักษณ์นี่แล้วแต่คนจะรับได้เลย เป็นอีกเรื่อง แต่สิ่งที่ไม่ได้ถดถอยไปเลยสักนิดคือคุณภาพของนักแสดงฝีมือระดับโปรคนนี้ครับ เฮียคือสุดยอด เฮียแกเล่นได้พลิ้วมาก ทุกคำพูด ทุกการเคลื่อนไหว ทุกอย่างมีจังหวะจะโคนที่พลิ้วและส่งอารมณ์ต่อเนื่องได้อย่างสุดยอด มันรู้สึกได้ว่าเฮียแกเข้าถึงตัวละครสุดป่วนอย่างจินนี่ได้จริงๆ เหมือนเฮียแกคือจินนี่มาเองเลย


อย่าได้ดูถูกรูปลักษณ์เชียว วิลล์ สมิธ คือสิ่งที่ดีที่สุดในหนังแล้ว เฮียอย่างฮา อย่างปั่น มุขตลกลื่นไหลมาก สุดๆ

โปรดัคชั่นโดยภาพรวมสำหรับเรื่องนี้คือบ้ามากๆครับ เลิฟเลย คือมันดีมากๆดีสุดๆดีแบบเลิศเลอเพอร์เฟ็คเหมือนเอาคาบาเรต์โชว์สิบถึงร้อยโชว์มาผสมกันภายในเรื่องเดียว ความอลังการนี่คือจุดขายแบบไม่มีใดเปรียบ สามารถนำเสนอความมั่งคั่งยุคอาหรับเฟื่องฟูได้อย่างดี แน่นอนว่าหลายอย่างมันไม่เหมือนในประวัติศาสตร์หรอก เพราะนี่เป็นหนังแฟนตาซี และคือทำออกมาได้ดีมากๆ ชอบสีสันการแต่งกายในเรื่องนี้มาก จัดจ้านจี๊ดใจแบบสุดๆ ชอบทุกสิ่งของประกอบฉากที่ตกแต่งอยู่รายล้อมขอบห้องทุกส่วน อย่างอลัง ด้านวิชวลเอฟเฟ็คเองก็คือว่าสุดยอดมากจนอยากเห็นเบื้องหลังทุกฉากเลย ชอบฉากเปิดตัวที่กล้องเคลื่อนไปเรื่อยๆพาชมเมือง เพราะว่าทีมงานจัดการคิวต่างได้อย่างดีมากๆ ทั้งเรื่องของนักแสดง เรื่องของสิ่งของประกอบฉากต่างๆ ชอบฉากจินนี่โชว์พลังทุกฉาก เพราะมักจะมีมุมมองภาพที่น่าสนใจ และความว้าวในการนำเสนออยู่เสมอ โดยเฉพาะกับฉากเปิดตัวจินนี่ที่คุณพอจะได้เห็นนิดๆแล้วในตัวอย่าง คือมันโอ้โหโอ้โหจริงๆนะ จังหวะการเข้าออกหรือเปลี่ยนช็อตหรือส่งบทต่อๆกันนี่มันลื่นไหลมากในทุกด้าน Next Level กันสุดๆ

สรุปโดยภาพรวมแล้ว Aladdin อะลาดิน จึงเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีรีเมคจากแอนิเมชั่นของดิสนีย์เองที่ทำออกมาได้เลิศเลอเพอร์เฟ็คมากๆแทบจะทุกด้าน เค้าโครงเรื่องมาจากต้นฉบับ แต่เนื้อเรื่องและรายละเอียดทั้งหมดสดใหม่แทบจะไม่เหมือน นักแสดงนำทุกคนเล่นดีมากๆ โดยเฉพาะกับ นาโอมิ สก็อตต์ และตัว วิลล์ สมิธ เองยังคงเป็นมือโปรที่สุดยอดมาก ตัวปั่นตัวฮาที่ขาดไม่ได้ในเรื่องต้องคนนี้เลย งานโปรดัคชั่นคือที่สุดของที่สุดดั่งคาบาเรต์ชั่วร้อยเรื่องผสมกัน มันยิ่งใหญ่มาก เวอร์วังทุกอณู เสื้อผ้าหน้าผมสุดยอด ฉากตกแต่งสุดวิจิตร เทคนิคพิเศษยิ่งบ้าบอมาก ดีจนอยากเห็นเบื้องหลังทุกฉากที่ทำ มันว้าวจริง...ใครเป็นคอหนังบล็อกบัสเตอร์สายบันเทิง ชอบหนังดิสนีย์ ชอบมิวสิคัล ชอบงานโปรดัคชั่นอลังการเวอร์ๆ ห้ามพลาดเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง!

 

วิจารณ์หนัง Aladdin อะลาดิน Review by Bombo Aruzo

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: