วิจารณ์หนัง Hellboy เฮลล์บอย

Hellboy เฮลล์บอย ผู้กำกับภาพยนตร์: Neil Marshall (The Descent, Doomsday)

Hellboy เฮลล์บอย เป็นภาพยนตร์รีเมคใหม่ที่เล่าเรื่องของฮีโร่จากนรกคนเดิมนามว่าเฮลล์บอย (อีกชื่อคือ “จอร์ช”) โดยในครั้งนี้เขาถูกพ่อผู้เป็นมนุษย์เรียกกลับมาช่วย เพราะเริ่มมีคนรู้ถึงภัยร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นจากฝีมือราชินีเลือด ผู้ซึ่งกำลังจะกลับมาจากการถูกจองจำและพร้อมที่จะทำลายล้างโลกของมนุษย์อีกครั้ง แต่การทำงานในกลุ่มมนุษย์ครั้งนี้ก็กลับเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจอีก เพราะมีคนอีกหลายกลุ่มที่ทำนายว่าเฮลล์บอยนี่แหละที่จะเป็นราชาผู้มาทำลายล้างโลกซะเอง

การเล่าเรื่อง นี่ต้องขอบอกก่อนเลยว่าให้ลืม 2 ภาคก่อนหน้าไปเลยครับ รีบูทครั้งนี้คือการตีความใหม่ล้วนๆ ขณะที่ฉบับก่อนหน้าจะค่อยเป็นค่อยไป เน้นความสวยงาม นุ่มนวล และกะจังหวะการต่อสู้เป็นพักๆ มีกลิ่นอายความหลอนสยองอบอวลเบาๆทั้งเรื่อง แต่กลับเรื่องนี้นี่คือแตกต่างกันลิบลับเลยครับ เน้นจำนวนฉากอัดแน่น เหตุการณ์ยิบย่อยอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด สำคัญไม่สำคัญก็จะเล่าให้หมดภายในเวลาที่มีนี่แหละ ความสวยงามก็พอมีบ้าง แต่ก็หายไปหลายส่วนเพราะเน้นความโหดเข้ามาแทนที่ ประเภทว่าแทงกันยับเลือดทะลัก ฉีกหนังหน้าคนออกจนเห็นกระดูกติดเลือดและไขมันอยู่ด้านใน สับหัวยักษ์จนเห็นชั้นกะโหลกและสมองค่อยๆไหลออกมา อะไรแบบนี้มีให้เห็นทั้งเรื่องจนผมรู้สึกเอียน รู้สึกว่าบางทีมันก็มากไป เพราะมันเหมือนคนทำหนังอยากทำเอาสะใจมากกว่าจะเน้นความบันเทิงที่มาแบบถูกจังหวะจะโคน

และที่ทำให้ความโหดไม่ค่อยเข้าท่าก็คือเหมือนผู้สร้างดูจะเน้นไอ้ฉากอะไรแบบนี้มากไป ฉากแอ็คชั่นที่ควรจะเน้นจริงๆหลายฉากก็เลยดูไม่ได้สนุกเท่าที่ควร น้อยฉากสนุก บางฉากทำมาเพื่อหลอกให้เราตกใจเล่นว่ามันจะอลังการประมาณนี้เลยนะถ้ามีใครสักคนแปลงร่าง ขณะที่ส่วนสุดท้ายและบทสรุปของหนังนี่หวังพึ่งอะไรไม่ได้เลย เพราะนึกจะจบก็จบกันเอาดื้อๆ ให้คุณนึกถึง The Mummy ภาคล่าสุดที่เจ๊งยับจนต้องปิดจักรวาลดาร์คยูนิเวอร์สตั้งแต่ยังไม่เริ่มไว้ได้เลย เรื่องนี้อารมณ์แบบนั้นเป๊ะ หาความสนุกไม่ได้ ไม่รู้ว่าผู้กำกับดูหนังดราม่ามากไปหรือเปล่า เลยไม่รู้ว่าความคาดหวังของคนดูในตอนจบมันควรเป็นประมาณนั้น และตัวเองควรจะเสิร์ฟอะไรให้พวกเขาบ้าง



จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับชายคนนี้กันนะ!! (โหดสุดๆบอกเลย)

โปรดัคชั่น โดยภาพรวมก็อย่างที่ว่าไปแหละครับ หากจับจุดวิจารณ์เน้นๆไปที่งานสร้างแล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่าทำออกมาได้ยอดเยี่ยมเหมือนกัน เพราะไอ้ความเละที่กล่าวถึงนั้นมันก็ไม่ได้ทำมาดาดๆ มันเต็มไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียด เพราะถ้าเป็นคนทำหนังสยองขวัญทั่วไป หากมีฉากคนโดนยักษ์จับหัวก็คงแค่ดึงปกติเลือดสาดเป็นธรรมดา แต่เรื่องนี้กลับฉีกแค่หนังหน้าออกมาแทน ได้ความสยองแบบใหม่มาอีก หรือฉากที่สัตว์ประหลาดบางตัวมีขาเป็นเหล็กแหลม พอเดินไปเรื่อยๆก็เลยเสียบคนติดขึ้นมาเหมือนเป็นลูกชิ้นอาบน้ำเลือดก็ถือว่าสุด แม้อะไรหลายอย่างจะดูเละเทะไร้สาระ แต่ก็ถือว่าเป็นงานครีเอทความไร้สาระที่ทำออกมาได้สุดในทางของตัวเอง อีกส่วนในงานโปรดัคชั่นที่ต้องชื่นชมการแต่งเอฟเฟ็คบนใบหน้าของหลายตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นตัวเฮลล์บอยเอง บรรดาแม่มด หรือสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ ที่สุดยอดไม่แพ้ภาคก่อนๆหน้าเลย คือถ้าคุณมาเพื่อความแฟนตาซี ชอบเห็นตัวประหลาดเคลื่อนไหวได้เป็นชีวิตจิตใจ บอกเลยว่าเรื่องนี้มีให้คุณเห็นอะไรแบบนี้แทบทุกนาที

สรุปโดยภาพรวมแล้ว Hellboy เฮลล์บอย จึงเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นแฟนตาซีที่ทำออกมาได้กลางๆค่อนไปทางแย่ ส่วนมากเป็นเพราะเนื้อเรื่องนั้นมีหลายตัวละครหลากเหตุการณ์กระจัดกระจายมากไป ทำให้ไม่รู้จะเน้นที่อะไรดี ฉากหลายฉากก็ทำไปงั้นๆ ไม่เด่นไม่สนุกจนชวนง่วงไปหมด มีฉากต่อสู้ที่สนุกเพียงน้อยนิด แต่ก็ไม่ใช่จุดสำคัญเรื่อง ฉากต่อสู้สุดท้ายดูง่อยๆ ตูมเดียวจบ น่าเบื่อมาก ส่วนงานโปรดัคชั่นนั้นทำดีมาก เน้นความแหยะแหวะสยองได้สุดใจ เลือดไหลทะลักจอเต็มไปหมด คนทำให้ด้านเอฟเฟ็คไม่ว่าจะต้องทำจริงหรือใช้ซีจีช่วยนี่ใส่ใจกับรายละเอียดกันมาก...ใครเป็นคอหนังเฮลล์บอย ชอบเฮลล์บอยยุคก่อนหน้าที่เน้นศิลปะและความสวยงามก็ขอให้ทำใจหน่อย เวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างจะมาอีกทาง เน้นเละเทะและกวนเท้าเข้าว่า แต่ถ้าใครเป็นคอหนังตลาดแฟนตาซีแบบยิ่งใหญ่ผสมสยองๆ ชอบความบันเทิงไม่คิดอะไรเลยเป็นที่ตั้ง เรื่องนี้ถือว่าใช้ได้ไม่เปลืองค่าตั๋วครับผม!

    ปล.ภาพยนตร์มีฉากหลังเครดิต 2 ตัว เอาจริงคือไม่ต้องดูเลยก็ได้ เพราะถ้าไม่เคยอ่านคอมิคเฮลล์บอยมาก่อน คุณก็จะไม่ได้อะไรกลับไปเลย...เหมือนผม (ฮา)

Hellboy เฮลล์บอย - Review by Bombo Aruzo

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: