วิจารณ์หนัง Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด


    Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด เป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่เล่าเรื่องในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงก่อนวันดีเดย์ ได้มีกลุ่มทหารโดดร่มของอเมริกาถูกส่งไปยังด้านหลังของฐานข้าศึกเพื่อไปทำลายหอสื่อสารของเยอรมันและสืบหาข้อมูลไว้ช่วยในการรบ แต่เมื่อพวกเขาไปถึงกลับพบว่าข้าศึกที่เป็นเหล่านาซีนั้นกำลังทดลองอะไรบางอย่างกับมนุษย์อยู่ แล้วความสยองขวัญก็เริ่มขึ้นนับแต่นั้น...

    การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ชวนให้ผมนึกถึงหนังอย่าง Doom ล่าตายมนุษย์กลายพันธุ์ เมื่อปี 2005 เต็มๆเลยครับ มันแทบจะมีทุกอย่างเหมือนกันเป๊ะ กลุ่มทหารที่ต้องเดินทางจากบ้านมาแล้วก็ต้องเจอกับสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่ามีที่มายังไง แล้วก็ไปพัวพันกับเซรุ่มแปลกประหลาดที่เปลี่ยนร่างคนให้เป็นอสูรกายได้ ผสมเข้ากับความและเละเทะที่คุณจะได้เห็นอยู่เรื่อยๆ ทั้งร่างคนกระจุยเพราะระเบิดไปต่อหน้า ทั้งคนที่ขาขาดแล้วพยายามดิน กรีดร้อง หรือแม้แต่มนุษย์ที่สภาพไม่ควรจะมีชีวิตอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ยังพูดได้อยู่ น่าเสียดายที่ผมมองว่าธีมเรื่องที่จะเล่านั้นดูแปลกใหม่ดี น่าสนใจ แต่กลายเป็นว่าการเล่าเรื่องกลับเชยและซ้ำเดิม เป็นไปตามสูตรของหนังบล็อกบัสเตอร์เน้นดูง่ายที่เอาความแหวะแบบสนองอารมณ์สยองเข้าว่า เนื้อเรื่องไม่ได้พลิกแพลงหรือน่าติดตามใดๆนอกจากมานั่งดูคนวิ่งหนี ฆ่ากัน ต่อสู้ด้วยพลังเหนือมนุษย์กันบ้างเล็กน้อยแล้วก็จบๆไป

    สิ่งหนึ่งที่หนังทำได้น่าเสียดายและแย่ยิ่งกว่า Doom อีกคือความที่หนังเรื่องนี้ตัวเอกของเรื่อง (พี่ผิวเข้มนั่นแหละ) ช่างเป็นตัวละครที่ไร้ความน่าจดจำใดๆในเนื้อเรื่อง ไร้ความเก่งกาจ เป็นแค่คนจิตใจดีที่บังเอิญมาเป็นทหาร มาเจอเรื่องวุ่นวายกับชาวบ้านเขาก็เท่านั้น เวลาที่ตัวเอกพยายามจะบอกให้ทุกคนกู้โลกหรือทำอะไรแบบคนดีมันเลยดูน่ารำคาญแปลกๆมากกว่าน่าชื่นชม เพราะคิดได้แค่ว่ารังแต่จะสร้างปัญหามากกว่าจะทำภารกิจได้อย่างดีกว่าใครๆ ความเก่งก็ไม่มี ความฉลาดก็ไม่มี...แล้วจะให้เพื่อนร่วมทีมที่ทุกคนต่างมีความเก่งกาจในด้านตนเองไปช่วยกู้โลกด้วย?

    โปรดัคชั่นโดยภาพรวมในเรื่องนี้ผมชอบในขั้นกลางๆครับ แน่นอนว่าพื้นฐานของเรื่องที่เล่านั้นเป็นหมู่บ้านและฐานทัพในช่วงที่นาซีรุ่งเรืองและยึดครอง มันจึงทำให้ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หรือน่าสนใจมากกว่าที่เห็น ฉากโดดร่มกลางสนามรบก็น่าสนใจอยู่ แต่เมื่อผ่านช่วงนั้นไปแล้วหนังก็มีเพียงแค่เหล่าสัตว์ประหลาดทั้งหลายที่ช่วยเชิดชูหนังไว้ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นไปมากกว่าที่คุณเห็นในตัวอย่างหรอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องชื่นชมฝั่งเอฟเฟ็ค ฝั่งวิชวลเอฟเฟ็คกันเต็มสูบที่สามารถสร้างเหล่าตัวประหลาดทั้งหลายออกมาได้สมจริง แม้ในการออกแบบรูปลักษณ์จะไม่ได้หวือหวา แต่การเห็นคนหน้าเละแล้วยังคุยอย่างสบายใจได้ก็เป็นอะไรที่ชวนสยองขนลุกได้ไม่น้อย

จุดเด่นที่สุดก็ความแหวะนี่แหละ ทำได้ใจจริงๆ


    สรุปโดยภาพรวมแล้ว Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด จึงเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่เรียกได้ว่ามีความครึ่งผีครึ่งคน มีทั้งความน่าชื่นชมและความไม่น่าชื่นชม หนังมีดีด้านธีมเรื่อง โลกที่จะเล่า การเอาความผสมผสานระหว่างซอมบี้กับสงครามโลกครั้งที่ 2 มาชนกัน แต่น่าเสียดายที่เรื่องเล่าแสนเชย เดาง่าย ตัวเอกน่าเบื่อ งานโปรดัคชั่นค่อนข้างดี ความแหวะเรื่องนี้ชนะเลิศมาก แต่เสียดายที่ไม่ได้มีสัตว์ประหลาดอะไรไปมากกว่าตัวอย่าง ใครเป็นแฟนๆสายหนังโหด ชอบความเละเทะสะใจเต็มจอ เรื่องนี้ถูกใจท่านๆแน่นอน!

Review by Bombo Aruzo
 

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: