วิจารณ์หนัง Suspiria กลัว

ผู้กำกับภาพยนตร์: Luca Guadagnino (I Am Love, A Bigger Splash, Call Me by Your Name)


    Suspiria กลัว เป็นภาพยนตร์สยองขวัญรีเมคจากต้นฉบับที่เล่าเรื่องราวของนักบัลเลต์สาวนามว่า “ซูซี่” ที่เดินทางจากอเมริกามาเยอรมันเพื่อรับหน้าที่เต้นแทนนักบัลเลต์สาวคนหนึ่งที่หายตัวไป ก่อนที่เธอจะเริ่มรับรู้และเข้าถึงพลังงานลึกลับบางอย่างที่อยู่ในแห่งนี้ มันกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และโหยหาเหยื่อคนใหม่อย่างถึงที่สุด

    การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ก็ขอให้คุณเตรียมใจไว้ได้เลยครับ มันไม่ได้แย่นะ ส่วนตัวผมชอบมากๆ แต่ต้องบอกเลยว่านี่ค่อนข้างเป็นหนังที่ดูยาก ค่อนข้างจะต้องใช้สติ ใช้สมาธิ การจดจำ และการวิเคราะห์ติดตามเรื่องให้อยู่ตลอดทุกช็อตทุกฉากกันหนักเลยทีเดียวแหละครับ เป็นหนังที่เหมือนจิ๊กซอว์ นำคำพูดโน้น นำภาพนี้ มาวางไว้ตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง แล้วก็จบฉาก จบเป็นส่วนๆ แล้วทีนี้หลายครั้งเราก็จะต้องนำเอาสิ่งต่างๆนั้นมาประกอบกันเอาเอง เพื่อให้ได้ใจความเรื่องที่ชัดเจนที่สุดว่าอะไรเป็นอะไร เรื่องจริงมันเป็นยังไง? คุณหมอเป็นใครนะ? แล้วจริงๆแล้วใครเป็นใครกันแน่จากบันทึกลึกลับที่บางตัวละครเขียนไว้? แถมหนังยังใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านภาพนิมิตที่ตัดภาพไวมากหลายฉากหลายครั้งหลายคราอีก ขอให้นึกถึงวิดีโอเทปของเรื่อง The Ring ได้เลย มีช็อตสัญลักษณ์แบบนั้นเต็มไปหมดในหนังเรื่องนี้ และด้วยรายละเอียดที่เยอะเอามากๆแบบจัดเต็มตลอดเวลาสองชั่วโมงครึ่ง นี่จึงเป็นหนังที่เรียกว่าเทพยังไงก็ดูไม่ทัน ถ้าไม่มานั่งถามคนอื่นกันหลังหนังจบก็คงต้องมีดูต่อกันอีกรอบเพื่อเก็บรายละเอียดให้ครบ ทั้งๆที่ในความจริงหนังมันจบในตัวแล้ว แต่คนดูเราๆนี่แหละที่ให้ตายยังไงก็ตีความไม่มีทางจะครบได้ทุกอย่างจริงๆในรอบเดียว

    ด้วยความที่ตนเองเคยได้ดู Suspiria เวอร์ชั่นต้นฉบับแล้ว จึงพอจะบอกได้ว่าความแตกต่างของทั้ง 2 เวอร์ชั่นนี้ก็คือเรื่องของการเจาะลึกเท่านั้นครับ ภาพต้นฉบับนั้นจะเน้นเล่าเรื่องในมุมของตัวละครเอกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยมากกว่าว่าในคณะบัลเลต์ที่เธออยู่นั้นมีอะไร แต่ภาพยนตร์เวอร์ชั่นรีเมคนี้จะเจาะลึกมากขึ้น ทั้งในส่วนการปกครองภายในของเหล่าแม่มด ความเชื่อของพวกเขา การเลือกผู้นำ และในส่วนของประวัติศาสตร์เยอรมันในยุคนั้น

    และด้วยความที่ภาพยนตร์มีหลายส่วนที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเยอรมัน โดยเฉพาะในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และช่วงที่เยอรมันถูกแบ่งเป็นสองฝั่งด้วย ถ้าใครต้องการดูหนังให้เข้าใจและเต็มอิ่มมากขึ้น ผมแนะนำว่าพอทราบเรื่องนี้มาหน่อยก็จะดูสนุกและเข้าใจเนื้อหาภายในภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น เพราะเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับหัวข้อของการปกครองเต็มๆเลยก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นแม่ ความเป็นผู้นำของเหล่ากลุ่มแม่มด กับส่วนการปกครองภายในเยอรมันยุคนั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความแตกแยก มีความชิงอำนาจ หรือไม่ยอมรับสิ่งต่างๆของกันและกัน

    ส่วนตัวแล้วมองว่า Suspiria นั้นมีความคล้ายคลึงกับ Hereditary หรือ กรรมพันธุ์นรก ในปีนี้อยู่มาก เพราะมีความ Slow-Burn หรือเล่าเรื่องช้าๆแต่กดดันไปเรื่อยๆอยู่มาก มีเนื้อหาที่ค่อนข้างลึกลับซับซ้อนเหมือนกัน และพอถึงฉากรุนแรง ฉากโหดก็จัดเต็มกันหนักพอๆกัน ความแตกต่างคงเป็นขอบเขตของการเล่าเรื่องที่ Suspiria นั้นดูใหญ่กว่า จัดได้ซับซ้อนเหมือนจิ๊กซอว์ที่มีหลายชิ้นมากกว่า และจัดฉากโหดให้ได้มากกว่า ได้หลากหลายแบบ เพราะมีเวลาเล่าเรื่องมากกว่านั่นเอง

    การแสดงของหลายคนในเรื่องนี้ก็เข้าขั้นเทพเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นบรรดานักแสดงนำอย่าง ดาโกต้า หรือ น้องโคลอี้นั้น ทุกคนแสดงให้เห็นเลยว่าถ้าผู้กำกับและตัวบท อะไรหลายๆอย่างมันดีพอแล้ว เหล่านางๆก็สามารถปล่อยพลังด้านอารมณ์และการแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่บรรดาตัวประกอบภายในเรื่องนี้ที่มีมากมายเต็มไปหมด ทุกครั้งที่แต่ละคนปรากฎตัวมาคนละนิดละหน่อยก็สามารถทำให้เราจดจำพวกเธอได้แล้ว ชอบเสียงหัวเราะของบรรดาแม่มดทุกคนในเรื่อง มันช่างแสบสันและน่ากลัว หัวเราะได้อร่อยและสะใจมาก และคนหนึ่งที่ผมต้องชื่นชมมากๆก็คือ ทิลด้า สวินตัน นี่แหละ คือเจ๊นี่คือแม่คนหนึ่งในวงการหนังอินดี้จริงๆ มันสุดมากๆ มันสุดหลังจากที่ผมดูหนังจบแล้วลองไปหาข้อมูลบางอย่างเรื่อยๆถึงค้นพบว่าเจ๊แกไม่ได้เล่นแค่บทเดียว! อันนี้หลอกผมเต็มๆเลย และทำให้ผมเทใจให้เจ๊แกสุดๆเลยล่ะ


ทิลดา สวินตัน กับการแสดงอันสุดยอด


    แน่นอนว่าด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์โดย ทอม ยอร์ค (Thom Yorke) นักร้องนำแห่งวง Radiohead แล้ว ก็ไม่แปลกที่เราจะต้องมากล่าวถึงเพลงประกอบภายในเรื่องกันเสียหน่อย ซึ่งในความหวังผมนั้นกลับคิดว่าเฮียแกคงถูกส่งมาให้ทำเพลงประกอบหลอนๆกันลูกเดียว เหมือนต้นฉบับ หรือเหมือนหนัง Slow-Burn เรื่องอื่น แต่กลายเป็นว่ามันมีเพียงสตริงสไตล์เฮียแกผสมมาด้วย! มันเป็นอะไรที่ประหลาดและน่าสนใจดี  เหมือนคุณนั่งฟังเพลงหลอนๆกดดันจิตใจอยู่ดีๆ แต่บางครั้งก็ปรับเปลี่ยนมาขึ้นฟังเพลงช้าๆนัวๆแบบ daydreaming ของเฮียแกเลย แถมเป็นเพลงร้องที่แกร้องเองด้วยนะ เอ้อ...มันก็เลยได้อารมณ์ที่แปลกดี มันได้อารมณ์ขมุกขมัวๆ ผสมกับระหว่างความหลอน ความเศร้า และความเยือกเย็นแบบอ่อนโยนลงไปในงานได้ลงตัวดี

    อีกส่วนที่แอบชอบ(มาก)ก็คือบรรดาท่าเต้นในเรื่องนั้นก็ดูทรงพลังดีด้วย แม้ผมจะดูบัลเลต์ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ แต่หนังเรื่องนี้ก็สามารถสื่อถึงความขลังบางอย่างไว้ได้ นอกจากทรงพลังแล้วยังสยอง หลอนอีก เพราะเพลงประกอบในแต่ละฉากนั้นก็ทำไว้ได้ดีมากอีกแหละ

    โปรดัคชั่นโดยภาพรวมเรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาเลย ทั้งเทคนิคงานภาพง่ายๆ อย่างเช่นการผสมกันระหว่างงานวิชวลเอฟเฟ็คสมัยเก่ากับสมัยใหม่ที่มีทั้งความทำง่ายๆแต่ได้ความหลอน กับงานที่เน้นความอลังการไปเลย รวมถึงความสมจริงด้วย ไม่ว่าด้านไหนของส่วนนี้หนังก็ทำได้ดีหมดจนแอบทึ่ง ผสมกับงานถ่ายทำของพี่สยมภูผู้เป็นเทพของกล้องฟิล์มแล้วยิ่งบอกเลยว่าได้ฟีลหนังฟิล์มสยองของยุคเมื่อหลายสิบปีก่อนได้ดีมาก มันขลัง มันเก่า และน่าสนใจ

    อีกด้านที่ต้องชมก็คือการแต่งหน้าทำผมปีศาจ แม่มด และผู้คน ที่ล้วนแล้วแต่สยองและน่าสนใจหมด เป็นภาพยนตร์ที่ฝ่ายเทคนิคพิเศษที่ดูแลด้านนี้สามารถทำในส่วนของเนื้อหนังแม่มดได้เหี่ยวย่น และเละเทะได้อย่างสยองมาก  รวมไปถึงเรื่องของแผลต่างๆที่เกิดขึ้นในเรื่อง หลายอย่างดูแล้วทำให้สงสัยมากว่าเขาทำกันยังไง เพราะมันสยองสมจริงเกินมนุษย์มนามาก ในจะบรรดาสัญลักษณ์ต่างๆที่มีการออกแบบพิเศษอยู่เต็มไปหมดอีก เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะที่เอ่อล้นเต็มจอไปหมดจริงๆ

 
ภาพรวมของงานโปรดัคชั่นเรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาเลย ทั้งเทคนิคงานภาพง่ายๆ หรือการแต่งหน้าทำผมปีศาจหรือเหล่าแม่มด ล้วนแล้วแต่สยองและน่าสนใจหมด

    และแน่นอนว่าด้วยความที่สาธยายเรื่องความโหดมาขนาดนี้แล้ว ก็ต้องขอเตือนไว้ว่าหนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับคนอายุ 18 ขึ้นไป หรือสำหรับคนที่ทนได้กับฉากโป๊เปลือยแบบไม่ได้โจ๋งครึ่มอนาจาร รวมไปถึงฉากฆ่ากันเละเทะเลือดสาดกระจายเต็มไปหมดไรงี้นะจ๊ะ

    สรุปโดยภาพรวมแล้ว Suspiria กลัว จึงเป็นภาพยนตร์สยองขวัญรีเมคที่เรียกได้ว่าจนเต็มครบสูตร ตัวหนังมีความดูยาก ในเวลาสองชั่วโมงครึ่งนั้นคุณต้องตั้งใจ ตั้งสมาธิเต็มที่กับมันจริงๆ เพราะหนังเต็มไปด้วยเนื้อหาด้วยความเป็นแม่ การปกครอง และภาพสัญลักษณ์มากมาย เพลงประกอบใช้ได้แปลกใหม่ดี การแสดงโคตรสุดยอดมาก โดยเฉพาะกับทิลด้า สวินตัน งานโปรดัคชั่นนี่ยิ่งสุดๆ แม้จะเน้นงานภาพแบบเก่า แต่ตัวหนังก็จำลองวิชวลเอฟเฟ็คแบบเก่า และการแต่งหน้าทำผมให้สมจริงสยองขวัญได้ดีด้วย ใครเป็นแฟนๆคอหนังแนว Slow-Burn ค่อยๆเล่าแล้วหลอนหนักไปเรื่อยๆ พอถึงจุดสยองก็สุดยอด ผมแนะนำ แต่ถ้าใครไม่ชินกับหนังดูยาก ไม่อยากจะคิดมากกับหนังเรื่องนึง อยากดูหนังเพลินๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ทางแน่นอนจ้า!

    ปล.ภาพยนตร์มีฉากท้ายเครดิตกับเขาเหมือนกัน แต่จะดูหรือไม่ดูก็ได้นะ เพราะมันเกินจะเข้าใจจริงๆ (แต่มีบทความที่ผู้กำกับเขาแอบอธิบายไว้เล็กน้อยอยู่นะ)
Review by Bombo Aruzo

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: