วิจารณ์หนัง The Cured ซอมบี้กำเริบคลั่ง

ผู้กำกับภาพยนตร์: David Freyne (ทำหนังสั้นมาตลอด เพิ่งกำกับหนังยาวเรื่องแรก)

    The Cured ซอมบี้กำเริบคลั่ง เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องเมื่อเกิดเหตุการณ์โรคซอมบี้ระบาด แล้วหลังจากนั้นก็มียารักษาจนผู้ป่วยหายเป็นปกติได้ แต่สิ่งที่เหล่าซอมบี้ที่หายแล้วได้ทำลงไปก็ทำให้สังคมยังคงตราหน้าว่าเป็นฆาตกร แม้แต่ครอบครัวก็ยังไม่ต้อนรับ จึงเกิดเป็นเรื่องราววุ่นวายระหว่างกลุ่มสังคมหลายกลุ่มจนกองทัพต้องเข้าจัดการ

    การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ต้องบอกว่ามีประเด็นเรื่องที่ต้องการกล่าวถึงที่ดีและน่าสนใจเอามากๆครับ มันคือการสร้างโลกที่คนเป็นซอมบี้เกิดรักษาหายขึ้นมาจริงๆ แน่นอนว่าใครหลายๆคนที่สูญเสียญาติไปเพราะซอมบี้ต่างก็ไม่ยอมให้อภัย หวาดวิตก จนท้ายที่สุดก็เกิดการกระทบกระทั่งกันจนมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจอย่างมาก แต่ด้วยความที่ภาพยนตร์เก็บรายละเอียดได้ไม่ดีพอ พาเราไปรู้จักตัวละครนำแต่ละตัวได้ไม่ชัดเจน จู่ๆใครบางคนก็กลายเป็นตัวร้ายของเรื่อง โดยไม่ได้ใส่ข้อมูลให้ชัดเจน จู่ๆใครบางคนก็เกิดอยากร่วมกับกลุ่มกบฏขึ้นมา ทั้งๆที่ก่อนหน้าไม่ยอมนำเสนอภาพให้เห็นถึงความโกรธแค้นที่มีต่อสิ่งจ่างๆมาก่อน ก็เลยทำให้นี่กลายเป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างจะหน้าดีทีเหลว มีความน่าสนใจของประเด็นเกี่ยวกับซอมบี้เป็นฉากหน้า แต่เล่าเรื่องได้ไม่ดีเลย บ่อยครั้งตัวภาพยนตร์เองกลับรีบตัดฉากไปไวจนเกินเหตุ แทนที่จะเล่าเรื่องความสยองขวัญให้มันถึงอารมณ์ เข้าถึงจิตใจของผู้คนมากกว่านี้ บ่อยครั้งจู่ๆเราก็สูญเสียตัวละครหลักไปด้วยฉากตกใจ (Jump Scare) แทบทุกคนจนผมรู้สึกเบื่อมองบน เหมือนขี้เกียจจัดการบทสรุปของตัวละครบางตัวก็เลยทำให้ตายๆไป จะได้ง่ายขึ้น ทำให้คนดูตกใจเล่นด้วย ภาพรวมเลยกลายเป็นว่าทั้งด้านเนื้อหาและจังหวะเรื่องถือว่าพังยับ ไม่น่าเชื่อถือและไม่สนุกอีกต่างหาก

    ส่วนใครสนใจจะชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะหวังว่านี่จะเป็นภาพยนตร์เอาตัวรอดจากฝูงซอมบี้อย่างที่เคยเห็นๆกันเป็นปกติก็ต้องบอกว่าคุณคิดผิดถนัด ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นภาพยนตร์ซอมบี้ได้ด้วยซ้ำ แม้จะเรียกว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญก็ยังได้แค่กึ่งๆ ดูจะเป็นสไตล์ดราม่าผสมจิตวิทยามากกว่า มีความลุ้นระทึกอยู่นิดหน่อย แต่ก็ให้เวลาเล่าเรื่องแบบนั้นเพียงแวบเดียวเท่านั้น แล้วที่สุดก็พาเรากลับเข้าไปสู่ห้วงของความเป็นภาพยนตร์ดราม่าจิตวิทยาคุยกันอีกครั้ง นี่ก็เลยเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ตอบโจทย์ด้านความสยองไปอีก

    สิ่งหนึ่งที่ชอบคงมีเพียงฉากใหญ่ของเรื่องเพียงฉากเดียวเท่านั้นที่สามารถนำเสนอความวุ่นวายของเรื่องได้ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังรู้สึกโหลงเหลง ไม่ใหญ่พอ อาจเป็นเพราะงบประมาณที่มีจำกัด เลยทำให้ภาพยนตร์ยังดูไม่ค่อยสมจริงขนาดนั้น เหมือนเป็นเมืองที่มีคนอยู่ไม่กี่ร้อยคนทั้งๆบ้านเมืองก็ออกจะใหญ่โต ทุกที่มันดูโล่งไปหมด จะบอกว่าคนโดนกินจนเป็นซอมบี้ไปหมดก็ไม่ใช่ เพราะความโล่งในเรื่องนั้นก็ไม่ได้ดูร้างด้วย บ้านแต่ละหลังยังคงดูสะอาดเอี่ยมอ่องน่าอยู่เหมือนๆกันหมด

    สิ่งเลวร้ายอย่างหนึ่งที่ผมไม่ชอบมากๆก็คือการมีตอนจบอันแสนงงงวย ไม่ชัดเจนด้วยประการทั้งปวง มันทำให้ผมหงุดหงิดเอามากๆว่าเรื่องราวจริงๆแล้วมันจะจบลงอย่างไรกันแน่ ค้างเกินกว่าจะสร้างภาคต่อ และค้างเกินกว่าจะให้คิดเองได้ว่าจบแบบนี้หมายความว่ายังไง

    สิ่งหนึ่งที่เซอร์ไพรส์ผมพอสมควรก็คือการที่ดาราสาวระดับฮอลลีวูดอย่าง เอลเลน เพจ (Ellen Page) นั้นไม่ได้มาแสดงเป็นแค่ตัวประกอบเหมือนดาราใหญ่หลายคนที่โดนดึงไปเล่นหนังต่างชาตินะจ๊ะ เรื่องนี้นางรับบทเป็นดารานำคนหนึ่งของเรื่องเหมือนกัน! และแน่นอนว่าด้วยความที่เธอเคยเล่นระดับฮอลลีวูดมาแล้ว เธอจึงเฉิดฉายสุดๆในเรื่องนี้ อารมณ์มาเต็ม


งานนี้ เอลเลน เพจ ไม่ได้มาเล่นๆ เป็นดารานำเต็มตัวเหมือนกันนะจ๊ะ


    โปรดัคชั่นโดยรวมสำหรับเรื่องนี้ถือว่าไม่ใหญ่มากครับ ด้วยความที่ภาพยนตร์ผ่านพ้นความเป็นหนังซอมบี้ระบาดเต็มตัวไปแล้ว ที่เหลือจึงมีแค่ฉากของค่ายกักกันโล่งๆ กับเมืองที่แทบจะไร้ผู้คน กับตัวประกอบที่ถูกแต่งหน้าใหม่ให้ดูน่ากลัว เป็นซอมบี้ และเป็นรูปแบบกึ่งซอมบี้อยู่ไม่เท่าไหร่ ขณะเดียวกันก็ต้องชมการแต่งหน้าของทีมภาพยนตร์ที่ทำออกมาได้สยอง น่ากลัว แหวะ สมจริงดี ซึ่งนอกเหนือจากการแต่งหน้านี้ และฉากวุ่นวายใหญ่สุดลุ้นระทึกในตัวภาพยนตร์เอง ตัวภาพยนตร์ก็ไม่ได้มีงานสร้างใดๆที่น่าสนใจไปกว่านี้เท่าไหร่

    สรุปโดยภาพรวมแล้ว The Cured ซอมบี้กำเริบคลั่ง จึงเป็นภาพยนตร์ดราม่าจิตวิทยาปนระทึกขวัญและสยองหน่อยๆ ที่มีประเด็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ แต่วิธีการเล่าเรื่องกลับแย่สุดๆ บ่อยครั้งมักพาเราไปชมการเปลี่ยนแปลงของตัวละครที่ไม่น่าเชื่อถือ หลายครั้งที่หนังกำลังสยองขวัญให้สาแกใจแฟนๆหนังซอมบี้แล้วก็กลับรีบตัดฉากไปหาอย่างอื่น เน้นแต่จะให้คนดูตกใจอย่างเดียวจนเกินงาม จนไม่มีอะไรน่าจดจำ งานโปรดัคชั่นเองมีดีเพียงงานแต่งหน้าให้ดูสยอง และการจัดการฉากวุ่นวายใหญ่เพียงฉากเดียวในเรื่อง ใครเป็นแฟนๆหนังซอมบี้ต้องบอกว่าหนีให้ห่าง เพราะเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ดราม่าจิตวิทยาปนสยองนิดๆมากกว่านะจ๊ะ!

Review by Bombo Aruzo


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: