Facebook Twitter
gPlus 

วิจารณ์หนัง Mission : Impossible - Fallout



ผู้กำกับภาพยนตร์: Christopher McQuarrie (Jack Reacher, Mission: Impossible – Rogue Nation)

    Mission: Impossible - Fallout มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ล ฟอลล์เอาท์ เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องหลังจากภาคที่แล้ว 2 ปี มีภารกิจใหม่เกิดขึ้นเพราะกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่เหลือของ โซโลมอน เคน นั้นยังคงวางแผนที่จะก่อวินาศกรรมต่อ และคราวนี้เกี่ยวข้องกับระเบิดนิวเคลียร์หลายลูกที่รุนแรงยิ่งกว่าเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายเท่า โดยในภารกิจครั้งนี้ อีธาน ฮันท์ และผองเพื่อนจำเป็นต้องร่วมมือกับสายลับอีกคนจากซีไอเออีกคนที่โหดกว่า และมีอำนาจหน้าที่จับกุม อีธาน ฮันท์ ได้ทันที หากเขาเกิดออกนอกลู่นอกทางอีก

  การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นบ้าพลังที่สามารถรักษาคุณภาพของตัวเองได้อย่างสุดยอดเลยครับ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง แม้ตัวอย่างภาพยนตร์จะสปอยล์ตัวเองมาตั้งแต่แรกจนทำให้ผมเป็นห่วงว่าหนังจะมีอะไรให้เราดูอีก...แต่พอเข้าไปชมแล้วก็ยังทำให้ผมสามารถร้องว้าวออกมาได้เหมือนเดิม เพราะแม้ตัวภาพยนตร์นั้นจะมีจุดหักมุมระยะยาวแล้ว ก็ยังมีจุดหักมุมระยะสั้นอยู่ตลอดเวลาในแทบจะทุกฉาก มันก็เลยทำให้ความสนุกของภาพยนตร์ยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ทำให้คุณรู้สึกตกใจกับความพลิกในเนื้อเรื่องได้อยู่ตลอดเวลา ทำให้นอกจากการมีฉากแดอ็คชั่นดีๆอย่างที่คุยไว้แล้ว ตัวภาพยนตร์ก็ยังมีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ และคอยดึงดูดเราให้ตาค้างอยู่กับหน้าจอได้ตลอดเวลาด้วย

  สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษคือภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ยัดเพลงชวนระทึกไว้จนเกินเหตุ ฉากแอ็คชั่นหลายฉากเลยจะเน้นไปที่เสียงธรรมชาติหมด ไม่ว่าจะฉากต่อยกันในห้องน้ำที่ไม่มีเพลงประกอบเลย มีแต่เสียงร้อง เสียงต่อย เสียงทุบ เสียงกระจกแตก เอาให้สะใจกันเต็มที่ หรือแม้แต่ฉากไล่ล่าทางรถยนต์ก็ยังใช้เสียงประกอบของฉาก ของผู้คน ของรถเข้ามาช่วยเล่าเรื่องมากกว่า ก็เลยทำให้ฉากแอ็คชั่นแต่ละฉากดูสมจริง เหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ ไม่ต้องการการบิ๊วอารมณ์ด้วยเพลงประกอบใดๆให้มันเวอร์เกิน

  การแสดงของ ทอม ครุซ ยังไม่สามารถเรียกว่าดีได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของแก (และเป็นเรื่องปกติของแฟรนไชส์ด้วยแหละ) แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมยังคงชอบมากๆคือหน้าตาตื่นตระหนกเวลาต่อสู้ หรือการวิ่งแบบเร็วสุดตัวนั้นดูได้อารมณ์จริง มันเกิดจากความบ้าพลังและทุ่มสุดตัวของแกล้วนๆด้วย อันนี้น่าชื่นชมเหมือนกันสำหรับนักแสดงที่อายุปาเข้าไปจะ 60 แล้วนะ


คุณจะได้เห็น ทอม ครุซ วิ่งหน้าตั้งอีกครั้ง...อย่างฟิน บอกเลย


  และถ้าถามผมว่าจุดด้อยของเรื่องมีอะไร ก็คงเป็นแค่ความเวอร์เกินเหตุของเรื่องที่ทำให้ผมคิดว่าตัวละครหลายตัวควรตายไปแล้วถ้าไม่เกิดโชคดีมาก แต่ถึงกระนั้นผมก็คิดได้ด้วยความคิดเห็นส่วนตัวว่าความเวอร์แบบนี้คือสิ่งที่ผู้ชมกำลังมองหาอยู่แล้วในหนังแอ็คชั่นบ้าพลัง โดยเฉพาะการได้ชื่อว่าเป็นแฟรนไชส์ของ Mission Impossible แล้วด้วย เวอร์ให้สุดไปเลยพี่ ผมยอม!!!

   โปรดัคชั่นโดยรวมสำหรับเรื่องนี้ต้องเรียกว่าเป็นหนังแอ็คชั่นที่ใหญ่มากๆครับ ใหญ่ด้วยความบ้าพลังในแต่ละฉาก ใหญ่ด้วยตัวประกอบหลักพันหลักหมื่น ใหญ่ด้วยจำนวนฉากอลังการทั้งหลายแหล่ที่จัดเต็ม แม้จะเพียงแค่วิ่งผ่าน หรือแค่สร้างมาเพื่อเอาฮาเล็กๆ พี่แกก็ยังทุ่มทุนสร้างอยู่ตลอด และท้ายที่สุดก็คือความยิ่งใหญ่ของฉากไล่ล่าที่มีตั้งแต่ห้องเล็กๆ ยันเมืองที่มีรถวิ่งกันขวักไขว่เต็มไปหมด ยันภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็อดไม่ได้ที่จะต้องชมทีมงานสร้างเทคนิคพิเศษในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเมื่อมีฉากเวอร์วังอลังการอย่างนี้แล้ว ย่อมต้องใช้งาน Visual Effect เข้ามาช่วยอย่างหนักแน่นอน และทีมงานสามารถเนรมิตฉากต่างๆออกมาได้อย่างสมจริงเสียด้วย ช่วยเสริมความบ้าพลังและลุ้นระทึกของเรื่องให้น่าเชื่อถือและดูสมจริงขึ้น...สุดยอด

    สรุปโดยภาพรวมแล้ว Mission : Impossible - Fallout มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ล ฟอลล์เอาท์ จึงเป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่ยังสามารถรักษาระดับความมันส์ ความแอ็คชั่น ความเวอร์ และความบ้าพลังที่น่าสนใจได้อย่างเต็มเปี่ยม แถมตัวบทภาพยนตร์เองก็สามารถเกลี่ยการจัดการการเล่าเรื่องในมุมต่างๆได้อย่างเนียน จัดการเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครได้น่าสนใจ น่าเชื่อถือ มีจุดหักมุมทั้งในระยะสั้นแต่ละฉาก และระยะยาว งานโปรดัคชั่นเองก็ยิ่งใหญ่ ถล่มเละ งานเทคนิคพิเศษเก็บเนี๊ยบ ใครเป็นคอหนังแฟรนไชส์นี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!

Review by Bombo Aruzo

กลับขึ้นด้านบน