Facebook Twitter
gPlus 

วิจารณ์หนัง ฮักแพง

ฮักแพง ผู้กำกับภาพยนตร์ : ธีรเดช สพันอยู่


    ฮักแพง เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมการร้องเพลงของชาวอีสาน โดยเฉพาะ “หมอลำ” เป็นหลัก โดยจะเล่าเรื่องของ “ศร” หนุ่มอินดี้อารมณ์ดีผู้เป็นพระเอกประจำคณะหมอลำของ “ครูพล” เรื่องฝีมือไม่เป็นรองใครแต่กลับต้องมาเสียคนเสียงานเพราะความรัก “โต้น” ไทบ้านมาดสุขุมผู้รักและนับถือ “ศร” เสมือนพี่ชายแท้ๆแม้จะพูดน้อยแต่เรื่องร้องเรื่องรำ” โต้น” ก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวโดยกำลังใจที่สำคัญก็ได้มาจาก “ไข่มุก” ลูกสาวคนสวยของ “ครูพล” ที่แอบมีใจให้กับ “โต้น” แต่ก็ไม่กล้าบอกออกไป เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าผู้ชายที่เธอรักนั้นมีใจให้กับ “พิม” ทายาทของผู้ใหญ่ภูและแม่พรผู้ที่ต้องการให้ลูกสาวได้คู่ครองที่สมฐานะกับตนเอง

    นอกจากจะโดนพ่อแม่ของ “พิม” กีดกันแล้วอุปสรรคชิ้นใหญ่อีกชิ้นหนึ่งของ “โต้น” ก็คือ “แสบ”หนุ่มบ้านใต้จอมซ่าศึกชิงนางระหว่างสองหนุ่มจึงเกิดขึ้นโดยมี “ศร”ผู้ที่ทั้งสองให้ความเคารพเป็นกรรมการคอยตัดสินชี้ขาด แต่ในระหว่างสงครามเพื่อแย่งชิงหัวใจของ “พิม”มาครอง ทั้ง “โต้น”และ “แสบ” ก็พยายามที่จะทำความฝันในการเป็นศิลปินพื้นบ้านของตนเองให้เป็นความจริงแม้จะต้องต่อสู้กับอิทธิพลของ”เสี่ยณรงค์”ตลอดเวลาก็ตาม.... งานนี้คนทั้งหลายจึงต้องเอาชนะเรื่องความรัก และพยายามสานต่อศิลปะวัฒนธรรมอย่าง “หมอลำ” เอาไว้ให้จงได้

    การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ต้องบอกว่ามีสิ่งหนึ่งที่ผมกลัวมากเหมือนกันคือการที่หนังมีตัวละครหลักค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการที่แต่ละคนมีชื่อเสียงระดับท็อปในวงการเพลงลูกทุ่งอีสานเป็นของตัวเองแล้วด้วย ก็ยิ่งทำให้น่ากลัวเข้าไปใหญ่ ว่าจะเป็นการเอาแต่ละคนมายำเละเทะซะเปล่า... แต่ปรากฏว่าไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ หนังกลับสามารถจัดการความสัมพันธ์ที่ไขว้ไปไขว้มาได้อย่างลงตัวดี กระจายบทและความสำคัญของตัวละครหลักได้ดีมากๆ บทภาพยนตร์ก็ดี มีมิติ มีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องพอตัว แต่ก็ยังคงพื้นของการเล่าเรื่องตลกเฮฮาดูง่ายได้อย่างลงตัว แถมหนังยังมีการใช้คำ ใช้ลูกเล่น และใช้มุขที่คาดไม่ถึงได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วย อันนี้แหละคือสิ่งที่ผมตามหามานานมากๆ หลังจากที่พักหลังๆมาเมื่อได้มีโอกาสดูหนังตลกไทย มันก็มักจะเต็มไปด้วยตลกเหยียดหยาม ตลกทุเรศ ซะเต็มประดาไปหมด เหมือนความหยาบคายและความแรงแบบเต็มที่กลายเป็นเรื่องตลกของคนในประเทศนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ฮักแพงกลับทำให้มันดูน่ารักขึ้นได้ แม้จะมีการด่าทอกัน แต่ก็เป็นคำหยาบที่คิดขึ้นมาใหม่ หรือเป็นคำหยาบบ้านๆ ที่ฟังดูแล้วน่ารักไปอีกแบบ

    แน่นอนว่าดาราคนดังมามากขนาดนี้ก็คงจะอดจับประเด็นเรื่องการแสดงไม่ได้ และก็ต้องยอมใจอีกเหมือนกันว่าแม้แต่ละคนจะไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ แต่ก็สามารถนำเสนอบุคลิกของตัวเองได้อย่างธรรมชาติมากๆ และน่าสนใจ ก้อง ห้วยไร่ ยังคงเป็นคนที่มีการแสดงที่ดีมาก ตั้งแต่ที่ผมชื่นชมเขาใน “นายไข่เจียว เสี่ยวตอร์ปิโด” ละ คือธรรมชาติสุดๆ ทำหน้าได้สุดทุกอารมณ์ เป็นคนที่น่ารักมากๆ เปิ้ม ปทุมราช เอง ก็ทำหน้าที่ตัวเองได้ดีไม่แพ้กัน ขณะที่ แซ็ค ชุมแพ นั้นก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์มากๆ แถมการแสดงก็ถือว่าตามสองคนหน้าที่เคยแสดงหนังใหญ่มาแล้วได้อย่างติดๆชิดสนิทเลยล่ะ น่าเสียดายหน่อยที่ตัว ลำไย ไหทองคำ และ ธัญญ่า อาร์สยาม นั้นดูจะไม่ค่อยได้มีบทเด่นๆในเรื่องเท่าไหร่ แต่การแสดงก็ถือว่าจัดเต็ม ไม่ธรรมดาอยู่เหมือนกัน...และอย่างหนึ่งที่บอกได้คือนักแสดงนำแทบทุกคนในเรื่องล้วนมีฉากโหดและเจ็บตัวกันหมด ทุ่มเทสุดตัวโคตร!


ก้อง ห้วยไร่, เปิ้ล ปทุมราช และ แซ็ค ชุมแพ สามหนุ่มที่มาพร้อมกับการแสดงอันเป็นธรรมชาติ


    มีสิ่งเดียวที่ผมมองว่าหนังทำได้ค่อนข้างแย่อย่างชัดเจนก็คือการตัดสลับกันระหว่างช่วงที่เป็นบทพูดธรรมดากับช่วงร้องเพลง หนังเลือกที่จะตัดเข้าหาช่วงเพลงทันทีแทบทุกครั้งที่จะมีการร้องเพลง(หลังจากจบฉากก่อนหน้า) มันเลยทำให้เกิดความรู้สึกสะดุดขึ้นมา เหมือนอารมณ์ขาดช่วง ความรู้สึกไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร และหลายครั้งเรารู้สึกว่าการลิปซิงค์ดูจะไม่ใช่วิธีการที่ดีเท่าไหร่ เพราะอารมณ์หน้าของนักร้อง ปากที่นักร้องร้องอยู่ และเพลงที่ถูกเปิดขึ้นมานั้นมันไม่ใช่ฟีลเดียวกันเลย อันนี้คงเป็นรายละเอียดยิบย่อยนิดหน่อยที่ขัดใจโดยส่วนตัว แต่ต้องยอมรับว่าความพยายามในการนำเสนอนั้นถือว่าดีมากๆแล้ว

    โปรดัคชั่นโดยรวมสำหรับเรื่องนี้นี่นอกจากการลงทุนไปกับนักแสดงมากหน้าหลายตา ทั้งคนดังในยุคนี้และตัวประกอบมากมายแล้ว การจัดการสถานที่ของเรื่องนี้ก็ทำได้น่าดูมากๆ  ไม่ว่าแบ่งเป็นฉากบ้าน ฉากเวทีสีสันต่างๆ ของประกอบฉากต่างๆที่ทั้งสร้างใหม่ และสร้างขึ้นมาล้อเลียนของดังที่มีอยู่แล้วต่างๆ ก็ประยุกต์ใหม่ได้อย่างน่าสนใจ และสิ่งดีที่สุดคือสถานที่ที่เลือกถ่ายทำนั้นดีเยี่ยม เพราะหนังเรื่องอื่นที่ผ่านๆของภาพยนตร์อีสานมักจะโชว์พื้นที่แห้งแล้ง หรือช่วงแห้งแล้งของอีสานมากกว่า ซึ่งอาจเรียกว่าเหมาะกับเนื้อเรื่องพวกเขามากกว่า แต่ก็ไม่สวยงามน่าชม ฮักแพงจึงต่างออกไปที่โชว์ความเป็นพื้นที่ถิ่นอีสานที่อุดมสมบูรณ์และน่าชมมาก มีทุ่งนาเขียวทอดไกลสุดลูกหูลูกตาให้ชม มีฝนตกพรำชุ่มฉ่ำเต็มปอด ดูแล้วน่าอยู่มากๆ

    ขณะเดียวกันงานเทคนิคพิเศษของเรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาด้วย แม้จะมีไม่มาก และไม่ได้กะใช้เป็นงานขายอยู่แล้ว แต่ก็สามารถใช้งาน Visual Effect รวมทั้งเทคนิคพิเศษต่างๆแก้ปัญหา และช่วยเล่าเรื่องได้อย่างดีด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยเสริมเรื่อง มดแดงที่ไต่เต็มตัวเอย ระเบิดเอย และอะไรอีกหลายอย่างที่ผมคงบอกเพิ่มไม่ได้แล้ว... เดี๋ยวสปอยล์นะจ๊ะ

    สรุปโดยภาพรวมแล้ว ฮักแพง จึงเป็นภาพยนตร์ตลกภาษาอีสานที่ทำออกมาได้ดีทีเดียว บทดี มุขตลกสร้างสรรค์ นักแสดงเล่นได้ธรรมชาติมาก ฉากสวย รวมๆไม่ได้ถึงขั้นน่าประทับใจ เพราะยังมีปัญหาของความลื่นไหลของการเล่าเรื่อง และการส่งต่อฉากระหว่างส่วนร้องเพลงกับส่วนบทพูดธรรมดาอยู่ แต่ถ้าเทียบกับหนังไทยในยุคนี้ เรื่องนี้เรียกได้เต็มปากเหมือนกันว่า “ไม่ธรรมดา” เชิญๆๆๆ เชิญที่โรงภาพยนตร์ให้ไวเลยเด้อ!

วิจารณ์หนัง ฮักแพง - Review by Bombo Aruzo

วิจารณ์หนัง ฮักแพง

วิจารณ์หนัง ฮักแพง

โดยภาพรวมแล้ว ฮักแพง จึงเป็นภาพยนตร์ตลกภาษาอีสานที่ทำออกมาได้ดีทีเดียว บทดี มุขตลกสร้างสรรค์ นักแสดงเล่นได้ธรรมชาติมาก

ฮักแพง

ฮักแพง

“ฮักแพง” อีสานมีวัฒนธรรมประเพณีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นมากมายที่เหล่าบรมครูสร้างไว้ให้คนรุ่นหลังสืบทอดต่อ ๆ กันมาอย่างยาวนาน โดยวัฒนธรรมที่เด่นชัดคือ “หมอลำ”

ม่วนคักๆมักหลายๆ ไปกับตัวอย่างแรกหนังฮารวมศิลปินเพลงอีสาน - ฮักแพง

ม่วนคักๆมักหลายๆ ไปกับตัวอย่างแรกหนังฮารวมศิลปินเพลงอีสาน - ฮักแพง

“ฮักแพง” อีสานมีวัฒนธรรมประเพณีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นมากมายที่เหล่าบรมครูสร้างไว้ให้คนรุ่นหลังสืบทอดต่อ ๆ กันมาอย่างยาวนาน

ก้อง ห้วยไร่ ทิ้งไมค์ประเดิมการแสดงภาพยนตร์ ชมตัวอย่างแรก นายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโด

ก้อง ห้วยไร่ ทิ้งไมค์ประเดิมการแสดงภาพยนตร์ ชมตัวอย่างแรก นายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโด

นอกจากจะเป็นนักร้องลูกอีสานคนดังแล้ว ก้อง ห้วยไร่ ก็หันมาโชว์ฝีมืออีกด้านด้วยกันแสดงภาพยนตร์กับเขาบ้าง

ลำไย ไหทองคำ นำแสดง! ในหนังเฮฮาภาษาอีสาน [ ผู้สาวขาเลาะ เดอะมูฟวี่ ]

ลำไย ไหทองคำ นำแสดง! ในหนังเฮฮาภาษาอีสาน [ ผู้สาวขาเลาะ เดอะมูฟวี่ ]

แม้จะมีปัญหากันอย่างหนักระหว่างผู้กำกับคนก่อนหน้าและเจ้าของโปรดักชั่นจนต้องเสียผู้กำกับไป แต่ล่าสุดก็เหมือนงานจะสามารถดำเนินต่อมาได้

กลับขึ้นด้านบน