วิจารณ์หนัง ตีสาม After Shock

ตีสาม After Shock เป็นภาพยนตร์ภาคที่สามแล้วในชื่อแฟรนไชส์ “ตีสาม” ซึ่งภาพรวมก็ยังคงเป็นหนังสั้นสยองขวัญ 3 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเวลาตีสามของผู้คนทั้งหลายในไทย การรีวิวในครั้งนี้จึงจำเป็นต้องแบ่งการวิจารณ์เป็นแต่ละเรื่องไปนะจ๊ะ

ตอน Express Way (ทางด่วน)
    

Expressway หรือ ทางด่วน เป็นตอนที่กำกับโดย ภวัต พนังคศิริ เจ้าของผลงาน นาคปรก และ บุพเพสันนิวาส ที่กำลังฉายอยู่ขณะนี้ ซึ่งตอนนี้จะว่าด้วยเรื่องของพนักงานเก็บค่าขึ้นทางด่วนสาวที่ทำงานอยู่กะกลางคืน แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เธอดันไปถ่ายคลิปฉาวได้ และสาวในคลิปนั้นเกิดตายขึ้นมาจากการถ่ายคลิปของเธอ ความหลอนจึงมาเยือนเธอถึงทางด่วน และมันจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้แก้แค้นในสิ่งที่เธอทำไว้

    หากมองกันที่ภาพรวมแล้วตอนนี้ถือว่าดีที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีความน่าประทับใจเท่าไหร่ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ตอนนี้ดีที่สุดก็คงเป็นเพียงการแสดงของ โจ๊ก อัครินทร์ และ พันช์ วรกาญจน์ ที่แสดงอารมณ์ตัวเองออกมาได้ดี ทั้งๆที่บทภาพยนตร์ของเรื่องเองก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ และสิ่งที่ดีที่สุดอีกอย่างของตอนนี้คงเป็นข้อความและข้อคิดที่สอนใจเราในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการทำอะไรสักอย่าง

    การนำเสนอความหลอกหลอนโดยภาพรวมของเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มานำเสนอเรา บางครั้งก็ทำได้ตลกมากๆอีก (ฉากศพลุกเองได้แล้วพุ่งเข้ามาหา) บางครั้งก็จัดการภาพไม่ค่อยดี แต่เสียงประกอบตกใจกลับมาเต็ม ก็เลยทำให้เราสงสัยว่ามันมีอะไรอยู่ตรงไหนบ่อยครั้งแทนที่จะตกใจหรือหลอนไปด้วย การคลี่คลายเรื่องก็ช่างง่ายดายเสียจนส่ายหัว ไม่รู้ว่าผีเฉลยให้พนักงานสาวรู้ หรือผีบอกคนดูให้เข้าใจเรื่อง หรือแค่คนทำหนังอยากบอกให้เข้าใจเรื่อง หรืออะไรยังไง มึนไปหมด
    และ Expressway ก็เป็นตอนนึงที่ไทน์อินได้บ่อยและน่ารำคาญที่สุดเหมือนกัน



ตอน One Night Stand (แรกพบศพตาย)


    One Night Stand หรือ แรกพบศพตาย เป็นตอนที่กำกับโดย ธรรมนูญ สกุลบูรณ์ถนอม เจ้าของผลงาน เขี้ยวอาฆาต, รักเอาอยู่ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของศิลปินหนุ่มที่ชอบออกเที่ยวคลายเหงายามค่ำคืน ก่อนจะพบกับสาวงามที่ทำให้เขาหลงใหลแทบคลั่ง และเฝ้าฝันอยู่ทุกคืน ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร

    ตอนนี้เป็นตอนที่น่าเบื่อชวนหลับที่สุด แน่นอนว่าสิ่งที่ตอนนี้พยายามสื่อคือเรื่องของความเหงา และพยายามใส่ความหลอนเข้ามา แต่เมื่อความหลอนไม่ทำงานเท่าที่ควร ความน่าดึงดูดในการเล่าเรื่องจึงเรียกว่าแทบจะไม่มี จึงเป็นตอนที่ดูได้เรื่อยๆ จบแล้วคือจบกันในด้านเนื้อเรื่อง

    แต่ถึงแม้ตอนนี้จะน่าเบื่อที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็นตอนที่มีงานกำกับศิลป์ที่น่าสนใจที่สุดเหมือนกัน แม้ห้องของศิลปินที่เป็นตัวเอกของเรื่องจะดูปลอมมากๆ  แต่งานก็มีจุดน่าสนใจอยู่ประปราย อย่างเช่นการใช้เทคนิคพิเศษเสริมให้ผีในเรื่องดูน่าสนใจมากขึ้น มาหลายรูปแบบมากขึ้น ฉากหลายฉากก็พิลึกพิลั่นดี ใช้งาน Visual Effect เข้ามาช่วยให้เรื่องน่าสนใจได้ไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่ความดีทั้งหลายยังไม่มากพอจะฉุดรั้งความน่าเบื่อของเรื่องเล่าให้ดูสนุกขึ้นมาได้เท่าไหร่



ตอน TV Direct (กอง-ผี-ปีศาจ)


    TV Direct หรือ กอง-ผี-ปีศาจ เป็นตอนที่กำกับโดย นิติวัฒน์ ชลวณิชสิริ ซึ่งกำกับเรื่อง กะปิ ลิงจ๋อไม่หลอกจ้าว มาก่อน และ ธนดล นวลสุทธิ์ ผู้กำกับร่วม เจ้าของผลงานกำกับ ละติจูดที่ 6 (ก่อนจะขอถอนชื่อตนเองออกในภายหลัง) โดยตอนนี้จะเล่าเรื่องของกองถ่ายรายการ TV Direct ที่ต้องอยู่ทำงานกันดึกดื่นแต่หลายสิ่งไม่ราบรื่นเลย ไฟก็ติดๆดับๆ ปัญหาก็เยอะ แถมยังมีผีมาคอยตามหลอกหลอนไม่หยุดไม่หย่อนอีก!

    นี่เป็นตอนที่ถือได้ว่ามึนตึงไม่เข้าที่เข้าทาง และเละที่สุดแล้ว การเล่าเรื่องและลำดับเรื่องทำได้ไม่ดีเลย ไม่สามารถจัดการเรื่องที่จะเล่า ตัวละคร และฉากผีหลอกให้ลงตัวได้ หนังเรื่องนี้จึงมีจังหวะจะโคนเรื่องที่ชวนปวดหัวน่ารำคาญมาก บางส่วนก็เล่าน้อยไป บางส่วนก็เล่ามากเกินจำเป็น ไหนจะตอนจบเรื่องที่มาแบบมึนๆ เลือกที่จะเซอร์ไพรส์คนดูด้วยอะไรบางอย่างในตอนจบ แต่กลับไม่มีการทิ้งเงื่อนงำระหว่างทางไว้ให้มากพอ เดี๋ยวก็พาไปฮาเบาๆ เดี๋ยวก็พาคนโน้นไปเจอไอ้นี้ พาไอ้นี่ไปเจอไอ้นั่น เดี๋ยวก็แฮ่ ก็แฮ่ มันจึงเหมือนเป็นหนังที่ขี้โกงคนดูไปหน่อยกับการหักมุมที่ดูจะไม่มีที่มาที่ไปก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว
    งาน Visual Effect ของเรื่องนี้ที่ใช้ในการเปิดเรื่องนั้นก็ตลกมากๆ เข้าใจถึงความยากในการทำ แต่การทะเยอะทะยานเกินไปจนทำให้ได้ผลลัพธ์แบบนี้มาก็ดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่

    สรุปโดยภาพรวมแล้ว ตีสาม After Shock จึงเป็นภาพยนตร์สยองขวัญจากไทยที่ทำได้น่าผิดหวังพอสมควร ยิ่งถ้าเทียบกับซีรีส์สยองขวัญในยุคนี้ที่สามารถดูฟรีได้ในหลายช่องทางแล้ว (อย่าง “ยายกะลา ตากะลี” เป็นต้น) ก็ต้องบอกได้เลยว่าคุณภาพของ ตีสาม After Shock กลับสู้ซีรีส์เหล่านั้นไม่ได้ ทั้งความแปลกใหม่ วิธีการเล่าเรื่อง ทั้งงานโปรดัคชั่น อะไรก็อยู่ผิดที่ผิดทางไปหมด จังหวะจะโคน เพลงประกอบ เสียงประกอบ จากทุกเรื่องล้วนมาไม่ถูกเวลา ทำให้ดูน่ารำคาญมากกว่าจะถูกสร้างมาเพื่อเพิ่มความหลอนหรือแม้แต่ตกใจ ด้าน  Visual Effect ก็ตามทีก็ยังใช้แบบทะเยอะทะยานเกินตัว ฉากไหนดีก็ดี ฉากไหนเลวร้ายก็แทบจะหลุดขำกันกลางโรงเลยทีเดียว ภาพรวมคงไม่ใจร้ายเกินไปหากจะบอกว่าผมไม่แนะนำให้ได้ชมเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เลย แต่ถ้าหากคุณเป็นคอหนังสยองขวัญ ชอบหนังผีแบบรัวๆเยอะๆ ปังๆๆไปเรื่อยๆ ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับจุดต่างๆในหนัง เชิญชมที่โรงได้ ไม่เสียหลายครับผม

Review by Bombo Aruzo


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: