วิจารณ์หนัง The Shape of Water เดอะ เชพ ออฟ วอเทอร์

ผู้กำกับภาพยนตร์: Guillermo del Toro (Hellboy 1-2, Pan’s Labyrinth, Pacific Rim)

The Shape of Water เป็นภาพยนตร์โรแมนติกแฟนตาซีที่บอกเล่าเรื่องราวของ เอไลซ่า หญิงสาวใบ้(แต่ยังได้ยิน) ที่ทำงานเป็นคนทำความสะอาดในศูนย์วิจัยแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา วันหนึ่งก็มีคนใหญ่คนโตได้พาสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดรูปร่างคล้ายเงือกมาเก็บไว้ในศูนย์วิจัยพร้อมกับทำร้ายอย่างรุนแรง เหมือนจะไม่ชอบกันเป็นอย่างมากมาก่อน แต่เอไลซ่ากลับคิดที่จะตีสนิทด้วยเนื่องจากเธอมองว่าเป็นสิ่งแปลกแยกของโลกนี้เหมือนกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความรักต่างพันธุ์ และโศกนาฏกรรมของชีวิตผู้ที่มาเกี่ยวข้อง

การเล่าเรื่อง สำหรับเรื่องนี้มันบอกยาก เอาจริงๆโดยส่วนตัวแล้วผมมองว่ามันไปไม่ถึงที่สุด เพราะนอกจากเนื้อเรื่องที่แฝงไปด้วยปรัชญาคมคาย และข้อคิดอย่างดีแล้ว สิ่งนึงที่คิดว่าใครหลายๆคนคงหวังกันคือความโรแมนติกของเนื้อเรื่อง ความโรแมนติกของมนุษย์เงือกและหญิงสาวผู้เป็นใบ้ และนี่แหละคือสิ่งที่อ่อนที่สุดในเรื่อง จะบอกว่าหนังไม่ได้เน้นเรื่องนั้นก็คงไม่แปลก แต่หนังก็นำเสนอด้านความโรแมนติกในจุดเริ่มต้นได้ต่ำมากๆ และค่อนข้างบางเบาในการเริ่มทำความรู้จักกันของสองสิ่งมีชีวิต ไปจนถึงความรู้สึกที่ตัดสินใจว่าต้องช่วยมนุษย์เงือกไว้ ไม่ว่าจะเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม มันเลยทำให้ช่วงต้นของหนังขาดความน่าเชื่อไปหน่อย

และหากมองข้ามจุดนั้นไป หนังก็สามารถนำเสนอข้อความต่างๆแฝงไว้ได้อย่างดีอย่างที่บอกไป ทั้งเรื่อง “ความแปลกแยก” ที่สามารถผสมได้เข้ากับธีมหนังในยุค 1960s ของอเมริกาอย่างประจวบเหมาะ เป็นยุคที่คนอเมริกาและโซเวียตเกลียดกัน แตกแยกกัน เป็นยุคที่เกย์ไม่เป็นที่ยอมรับสุดๆ และเป็นยุคที่คนดำถูกมองว่าเป็นชนชั้นต่ำต้อย ไม่มีสิทธิ์จะใช้สถานที่สาธารณะหรือออกเสียงใดๆทั้งนั้น ซึ่งตัวละครหลักและตัวละครประกอบในเรื่องนี้หลายคนล้วนแล้วแต่เป็นความแปลกแยกของโลกใบนั้น แต่ก็ต้องชมอีกว่าทั้งๆที่ประเด็นที่เล่นค่อนข้างหนักหน่วง แต่หนังก็สามารถนำเสนอได้อย่างเฮฮา และแอบจิกกัดไปพร้อมๆกัน เพราะบทพูดของหลายตัวละครนั้นก็ออกแนวตลกร้ายเต็มไปหมด แสบเข้าขั้น และเถื่อนดี

และสิ่งหนึ่งที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือการแสดงของนักแสดงนำหญิงอย่าง ซัลลี ฮอว์กินส์ ที่แม้จะเป็นใบ้ พูดไม่ได้ทั้งเรื่อง แต่ก็ใช้สีหน้าท่าทาง ใช้ภาษากายทุกส่วนได้อย่างถึงอารมณ์และคล่องแคล่ว แม้แต่แววตาของเธอก็เด่นชัด จนมองออกเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรในหัว โดยไม่จำเป็นต้องพูดสักคำ... และมีอีกคนหนึ่งที่ไม่ชมไม่ได้ก็คือ ออคเทเวีย สเปนเซอร์ ที่ยังคงรับบทสาวใช้ปากจัดแสบสันแต่สมองปราดเปรื่องได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ต่างจากภาพลักษณ์ที่เคยเห็นในเรื่อง The Help และ Hidden Figures เลยแม้แต่น้อย ซึ่งแน่นอนว่าเธอทั้ง 2 คนสมควรได้มีชื่อเข้าชิงออสการ์แล้วอย่างที่ประกาศไป และมีสิทธิ์จะได้เหมือนกันนะ (ลุ้นๆ)


ซัลลี ฮอว์กินส์ รับบทสาวใบ้ได้อย่างดีงาม ทั้งที่ไม่ใช่ดาราใหญ่อะไรแต่รับบทนำครั้งนี้ได้เหมาะสมสุดๆ

โปรดัคชั่นโดยรวม เป็นงานที่โดดเด่นสุดๆแล้วสำหรับเรื่องนี้ ใครชอบความสวยความงาม ใครชอบอเมริกาในยุคต้น 1960s ยุคที่กำลังแข่งกับโซเวียต เริ่มพัฒนาวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ ยุคของโฆษณาและความฝัน บอกได้เลยว่าเรื่องนี้มีทุกอย่างให้ครบ เสื้อผ้าหน้าผมพร้อม ฉากเริด แถมยังออกแบบใหม่ได้อย่างดี ยิ่งผสมทุกอย่างเข้ากับงานถ่ายภาพที่นำเสนอได้ครบได้หลากหลายเทคนิคแล้วยิ่งโดนใจ สีสันสุดยอด แล้วยิ่งผสมเข้ากับการออกแบบมนุษย์เงือกแสนประหลาดให้มาเดินได้จริงๆ กะพริบตา ขยับเหงือกได้ เข้าไปอีก ไม่มีอะไรเหมือนฝันไปกว่านี้แล้ว นี่ยังไม่รวมถึงงาน VFX ที่สามารถนำเสนอทั้งความสวยงามและความสมจริงได้ด้วย จะว่าอวยก็อวยล่ะ...แต่นี่คือ The Best ของงานโปรดัคชั่นที่ไม่ได้เห็นมานานแล้วจริงๆ


ยกย่องงาน VFX จริงๆ เนียน ออกแบบดี และสวยมาก *** คลิปเหมาะสำหรับคนดูหนังแล้ว เปิดเผยเนื้อหาบางส่วน ***



สรุปโดยภาพรวมแล้ว The Shape of Water จึงเป็นภาพยนตร์โรแมนติกแฟนตาซีที่ผมยกย่องให้เป็น The Best of 2017 ไปเลย! (นับตามปีที่ฉายในอเมริกานะ) โดยส่วนตัวก็ยังยอมรับว่าไม่เพอร์เฟ็ค แต่ก็มีความครบเครื่องของงานแทบจะทุกด้าน มีเนื้อเรื่องที่ดี บทพูดที่ฉลาดคมคายและเฮฮา แฝงแง่คิดในแต่ละส่วนของฉากได้อย่างเต็มเปี่ยม มีตัวละครที่น่าจดจำ นักแสดงเล่นเยี่ยม พร้อมงานภาพองค์รวมที่พอผสมกับงานศิลป์แล้วเรียกได้ว่าสวยใจหาย ใครเป็นแฟนงานของผู้กำกับ กิลเลอร์โม เดล โทโร ที่ผสมความสวยงามและความเถื่อนโหดสยองได้อย่างลงตัว รีบตีตั๋วเข้าโรงให้ไวเลย!

วิจารณ์หนัง The Shape of Water เดอะ เชพ ออฟ วอเทอร์ - Review by Bombo Aruzo


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: