Facebook Twitter
gPlus 

Death Note Light Up the New World



ผู้กำกับภาพยนตร์: Shinsuke Sato (Gantz, I Am a Hero)

Death Note : Light Up the New World เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่สร้างโดยดัดแปลงมาจากการ์ตูนชื่อดังในชื่อเดียวกันที่ว่าด้วยเรื่องของสมุดโน้ตของยมทูตที่สามารถใช้เขียนชื่อฆ่าคนได้จู่ๆก็ตกมายังโลก แล้วก็ทำให้เกิดโกลาหลครั้งใหญ่ในคราวก่อน แต่ 10 ปีให้หลัง เรื่องราวในภาคนี้ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อจู่ๆก็เกิดมีสมุดโน้ตมรณะถึง 6 เล่มตกลงมายังโลก บรรดาผู้สืบทอดของคิระและแอลจึงต้องต่อสู้กันด้วยมันสมองเพื่อแย่งชิงสมุดโน้ตมรณะให้ครบ 6 เล่มให้ได้

การเล่าเรื่องต้องบอกว่าน่าเบื่อและน่าผิดหวังมากครับ โดยเฉพาะแฟนๆการ์ตูนหรือแม้แต่ภาพยนตร์ 2 ภาคแรกจะยิ่งผิดหวังแบบสุดๆ เรื่องมันเต็มไปด้วยตัวละครที่ฉลาดเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้าไม่ได้เลย โดยเฉพาะเหล่าผู้สืบทอด คิระ และ แอล ทั้ง 2 คน ล้วนแล้วแต่ไม่ได้ฉลาดเลย ตายน้ำตื้นและหลงกลเข้ากับดักของแต่ละฝั่งง่ายๆกันไปหมด ไม่มีการใช้แผนซ้อนแผนใดๆมากมาย กฎบางกฎก็ไม่ถูกเล่าในภาคนี้แต่ก็ดันถูกนำมาใช้ในการหักมุมเรื่องให้คนดูตกใจเล่น ซึ่งการทำแบบนี้ผมมองว่าขี้โกงมาก เหมือนหนังแทบจะไม่เปิดพื้นที่ให้คนที่ไม่เคยชมภาคก่อนหน้าและการ์ตูนต้นฉบับเลย มีงงแน่ๆครับ เป็นไปได้ถ้าอยากดูจริงๆผมก็แนะนำให้ไปหาดูภาพยนตร์ Death Note ใน 2 ภาคแรกก่อนครับ ก่อนที่มาดูภาคนี้

ภาพรวมของโปรดัคชั่นสำหรับเรื่องนี้ไม่ได้โดดเด่นมากมายอะไรเพราะว่าฉากแทบจะทั้งหมดอยู่ในตัวเมืองเป็นหลัก การถ่ายภาพก็เป็นไปตามมาตรฐานไม่ได้แปลกแหวกแนว งานที่เหลือที่โดดเด่นก็คงหนีไม่พ้นงานออกแบบและสร้าง CG ให้กับยมทูตแต่ละตัว ซึ่งรีดพลังออกมาโชว์ได้เต็มสูบและดูมีชีวิตจริงๆ แม้จะออกมาโชว์ไม่มากแต่นี่ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรื่องนี้

สรุป โดยภาพรวมแล้ว Death Note: Light Up the New World จึงเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ทำออกมาได้น่าผิดหวัง โดยเฉพาะคนที่เคยได้ชมภาพยนตร์ 2 ภาคแรก หรือฉบับการ์ตูนมาแล้วจะยิ่งผิดหวังเข้าไปใหญ่ ตัวละครแทบจะทุกตัวในเรื่องไม่ได้ฉลาดแบบต้นฉบับเลย การเล่าเรื่องก็เนิบนาบน่าเบื่อ สิ่งเดียวที่ชอบมากสำหรับเรื่องนี้ก็มีแค่งาน CG ที่สร้างยมทูตขึ้นมา แม้ไม่ได้ออกมาบ่อยแต่ก็ทำดีมากๆเหมือนมีชีวิตอยู่จริงๆทุกตัว แต่ของดีเพียงเท่านี้ก็แบกความแย่ของเรื่องไม่ไหวล่ะครับ

ปล.หนังมีบทสรุปในตัวนิดหน่อย แต่ก็จบแบบเตรียมทำภาคต่อกันสุดตัวเลยทีเดียว

วิจารณ์หนัง Review by Bombo Aruzo

กลับขึ้นด้านบน