Facebook Twitter
gPlus 

วิจารณ์หนัง Dunkirk ดันเคิร์ก

ผู้กำกับภาพยนตร์: Christopher Nolan (Inception, Batman The Dark Knight Trilogy, Interstellar)


    Dunkirk หรือ ดันเคิร์ก เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องจริงของประวัติศาสตร์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารนาซีเยอรมันได้โอบล้อมชายหาดดันเคิร์กไว้ และมีทหารกว่าสี่แสนนายติดอยู่ที่นั่น พร้อมกับความสิ้นหวังที่จะได้กลับบ้าน

    การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้นี่เหมือนมาดูหนังสั้นของโนแลนเลยนะ เป็นภาพยนตร์ที่เข้าเรื่องไว ไม่เวิ่นเว้อ ไม่ปูเรื่องยาวเหมือนเรื่องก่อนๆของเฮีย มาถึงก็ทำเอาใจหายใจคว่ำไปเลย แล้วก็ดึงอารมณ์ไปอย่างนั้นเรื่อยๆแทบจะไม่ให้พักด้วยวิธีการเล่าคล้ายๆ Inception คือเล่าแบบไม่เรียงลำดับเวลา เวลาแต่ละเหตุการณ์ไม่เท่ากัน แล้วก็มาปะติดปะต่อกันอีกที (ตามที่เฮียแกได้ให้สัมภาษณ์ไว้ ไม่ได้สปอยล์แต่อย่างใด) ตามมาด้วยบทแบบพูดน้อยต่อยหนัก คุยกันน้อยมากจริงๆแต่เอ่ยปากทีก็ใช้อย่างคุ้มค่า ฉากหลายฉากแทบจะไม่ได้มีบทพูดอะไรเลย แต่ใช้วิธีการเล่าด้วยภาพแทน เป็นหนังที่เก่งกาจด้วยการโชว์ความโหดร้ายของสงครามโดยไม่จำเป็นต้องใช้เลือดเนื้อสาดเต็มจอ ดูๆไปก็คล้ายหนังเงียบสมัยก่อน เหมือนจะบังคับให้เราตั้งใจอยู่กับหน้าจอภาพยนตร์กลายๆ ก้มหน้าทีนึงคือตามเรื่องไม่ทันแล้ว เดินออกไปปัสสาวะคือซื้อตั๋วดูรอบใหม่ดีกว่า เพราะดูไม่รู้เรื่องแน่นอน (ฮา)

    อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องชมคือหนังกระจายบทได้ดีมาก ไม่มีตัวละครใดที่โผล่มาอย่างไร้เหตุผลในเรื่อง ไม่มีตัวละครตัวไหนเด่นเกินหน้าเกินตาใครเลย แม้แต่กับ แฮรี่ สไตล์ ผู้เป็นนักร้องอันโด่งดัง เมื่อมาอยู่ในเรื่องนี้ก็กลืนๆไปกับนักแสดงท่านอื่นได้ทันที

    และถึงแม้หนังจะโดดเด่นสุดๆในหลายด้าน แต่ด้านอารมณ์นักแสดงก็ยังคงไปไม่ถึง ดูแล้วจะไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเต็มที่จนถึงขั้นพีค ส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นเพราะพอไม่มีเลือด ไม่มีฉากสยองให้ดูมันก็เลยดึงอารมณ์เราไม่ได้ขนาดนั้น และอาจจะดึงอารมณ์นักแสดงไม่ได้ไปด้วย (อันนี้ไม่แน่ใจ แต่ก็น่าลองจินตนาการหนังของโนแลนที่เต็มไปด้วยเลือดดู แบบ Hacksaw Ridge น่ะ บางทีความโหดร้ายอาจทำให้หนังเฮียแกตื่นเต้น และขวัญผวากว่านี้ก็ได้)

    เพลงประกอบของ ฮานส์ ซิมเมอร์ (Hans Zimmer) ยังคงทำงานได้เต็มที่ สอดคล้อง ทรงพลัง และดึงความระทึกให้กับหนังเพิ่มมากขึ้น แถมไม่หลุดธีม ไม่เด่นกว่า และไม่แผ่วไปกว่าภาพของหนัง
    โปรดัคชั่นโดยรวมสำหรับเรื่องนี้ก็คงต้องบอกว่าเป็นมาตรฐานโนแลนล่ะครับถ้าบอกสั้นๆ คือเป็นภาพยนตร์ที่ยังคงเน้นความสมจริงกันแบบสุดตัว แน่นอนว่างานหลายชิ้นถูกสร้างขึ้นมาจริงๆเพื่อการถ่ายทำ และทำได้ดีมาก เรือมาเต็มลำ ระเบิดก็ระเบิดจริงๆ หลายๆดูสมจริงมากเหมือนได้ย้อนกลับไปอยู่ในสมัยนั้นเลย


แอบหยิบเบื้องหลังมาให้ชม แสดงให้เห็นว่าเรือนั้นสร้างขึ้นมาจริง และใช้ฮอวิ่งไล่ถ่ายเครื่องบินกันเลยทีเดียว (ขอบคุณคลิปจากแชนแนลยูทูป AtooX)

    และแน่นอนว่าถ้าเป็นหนังของโนแลนแล้ว ไอ้ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ครึ่งนึงอาจจะไม่ใช่ของจริงเลยก็ได้ เพราะ CG งานของเฮียแกทุกเรื่องนี่เนียนสุดๆชนิดว่าถ้าไม่ได้มีใครปล่อยเบื้องหลังออกมาให้ดู คุณไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งไหนถูกเสริมขึ้นมาจาก CG บ้าง สมกับเป็นชายที่ทำหนังเพื่อให้ทุกอย่างดูสมจริง แบบจริง จริง จริง เลยจริงๆ

    สรุปโดยภาพรวมแล้ว Dunkirk ดันเคิร์ก จึงเป็นภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 จากโนแลนที่ทำออกมาได้ลุ้นระทึกตลอดเรื่องไม่เวิ่นเว้อ บทพูดน้อยมากแต่ต่อยหนักจัด โชว์ความโหดร้ายของสงครามได้โดยไม่ต้องเน้นเลือดเนื้อใดๆ มีเพลงประกอบสุดเร้าใจช่วยเสริมเรื่องอย่างดี พร้อมโปรดัคชั่นที่เน้นสร้างจริง ถ่ายทำจริง ที่ทุ่มเทอย่างมาก โดยภาพรวมแล้วจึงถือว่าเจ๋งสุดๆ (แต่ส่วนตัวไม่ถึงขั้นว้าว) ใครเป็นคอหนังสงครามไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคนกลัวเลือดยิ่งไม่ควรพลาด แต่ถ้าใครยังไม่ชินกับการเล่าเรื่องตัดสลับไปมาซับซ้อนแบบ Inception เรื่องนี้คงไม่ใช่ทางของคุณเท่าไหร่ล่ะครับ (แต่ควรค่าแก่การลองนะ ฮ่าๆ)

Dunkirk ดันเคิร์ก Review by Bombo Aruzo

วิจารณ์หนัง Dunkirk ดันเคิร์ก

วิจารณ์หนัง Dunkirk ดันเคิร์ก

Dunkirk หรือ ดันเคิร์ก เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องจริงของประวัติศาสตร์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารนาซีเยอรมันได้โอบล้อมชายหาดดันเคิร์กไว้

กลับขึ้นด้านบน