Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 

วิจารณ์หนัง War for the Planet of the Apes มหาสงครามพิภพวานร

ผู้กำกับภาพยนตร์ : Matt Reeves (Cloverfields, Dawn of the Planet of the Apes และเป็นผู้กำกับ Batman โปรเจ็คล่าสุด)


    War for the Planet of the Apes หรือ มหาสงครามพิภพวานร เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องที่ผ่านจากภาคที่แล้วไป 2 ปี จู่ๆมนุษย์ก็เข้าจู่โจมฐานทัพของพวกวานรอีกครั้ง และเหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นเมื่อลูกชายและเมียของซีซาร์ได้ถูกสังหารลงไป นั่นทำให้ซีซาร์เกิดความเคียดแค้นอย่างมากจนคิดจะออกตามล่าหานายพลที่ฆ่าครอบครัวของเขาเพียงลำพัง แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังมีผองเพื่อนที่พร้อมจะเดินทางไปด้วยกับเขาด้วยอย่างเต็มใจและภักดี

    การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้นี่ผมถือว่าเป็นภาพยนตร์ไซไฟเนื้อหาหนักๆเรื่องนึงเลยครับ เป็นภาพยนตร์ที่ความแอ็คชั่นต่ำมากๆ เกิดการต่อสู้กันในเรื่องแทบจะนับครั้งได้ ภาพยนตร์จะเน้นไปที่การใส่ใจทุกรายละเอียด บทพูดเจรจา ประเด็นของเรื่อง ปมปัญหา การเดินทาง และความขัดแย้งมากกว่า ตัวละครทุกตัวมีความคิด มีปม มีการตัดสินใจเป็นของตัวเอง บางครั้งก็ทำเพราะกลัว บางครั้งทำเพราะความแค้น บางครั้งทำเพราะความรัก ซึ่งหลากหลายอารมณ์ที่ผสมปนเปกันนี้เราก็จะได้เห็นในตัวซีซาร์ด้วย เราจะได้เห็นการเดินทางของซีซาร์ทั้งด้านระยะทางและความคิดจิตใจ เราจะได้เห็นการเติบโตของเขาอย่างมาก ทั้งๆที่ซีซาร์เองก็ดูเหมือนว่าจะเพอร์เฟ็คแล้วเมื่อตอนจบของภาคก่อนหน้า แต่พอมาดูภาคนี้นี่ไม่ใช่เลย ยังมีสิ่งที่เขาไม่สามารถเผชิญหน้าได้อยู่อีกมากจริงๆ เหมือนมนุษย์ที่ไม่สามารถหนีพ้นเรื่องความรู้สึก เรื่องความแค้นลงไปได้

     ตัวละครที่โดดเด่นรองลงมาจากซีซาร์ก็คือตัวร้ายของเรื่องนี้อย่างพันเอก (รับบทโดย วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน ‘ Woody Harrelson ’ ) ที่ไม่ได้มาเล่นๆ เขาคือชายที่มีหลักการ มีเหตุผล มีมิติ มีปมชีวิตที่พาเขามาถึงจุดนี้เหมือนกัน ซึ่งเอาเข้าจริงเราก็มักจะเห็นพี่วู้ดดี้แกเล่นแต่บทฮาๆเมาๆเหมือนพี้กัญชาตลอด แต่พอมาเรื่องนี้แกก็ตีบทแตกใช้ได้อยู่ น่าหมั่นไส้และน่ากลัวจริงจัง น่าเสียดายนิดหน่อยที่เราจะไม่ได้เห็นความเก่งกาจของพี่แกแบบเต็มๆเท่าไหร่ในเรื่อง นอกจากการโชว์ความคิด และการตัดสินใจแบบผู้นำเผด็จการเท่านั้น


พันเอกผู้เหี้ยมโหดที่ไม่ได้มาโง่ๆง่ายๆ มีปมและปัญหาชีวิตที่ทำให้เขาตัดสินใจทำเรื่องเลวร้ายในภาคนี้

    เพลงประกอบสำหรับเรื่องนี้คือดีงามมากๆๆๆ ผมชอบ มาสไตล์ย้อนยุคสุดๆ เหมือนได้ดูหนังสมัยสี่สิบปีที่แล้ว ค่อยๆขึ้นโทนเสียง ค่อยๆไหลไป เวลาตัวละครสองตัวจ้องตากัน กำลังจะมีปัญหากัน กลองก็จะดังขึ้นมา ตุ๊ม ตุ่ม ตุ๊ม ตุ่ม เหมือนหนังคาวบอยที่กำลังจะดวลปืนกันอย่างไงอย่างงั้น ถือว่าปรับแต่งให้เข้ากับภาพลักษณ์หนังใหญ่ในยุคสมัยนี้ได้อย่างเก่งกาจมาก

    โปรดัคชั่นโดยรวมสำหรับเรื่องนี้ก็ยังรักษามาตรฐานตัวเองได้ดีแบบสุดๆเลย แม้อย่างที่บอกไปว่าภาพยนตร์จะไม่ได้เน้นแอ็คชั่นมาก พวกระเบิด หรืออะไรพิเศษต่างๆจึงไม่ค่อยมี แต่ทีมงานก็ทุ่มสุดตัวเหมือนเดิมให้กับเหล่าวานรที่ตอนนี้มีมากขึ้น หลากหลายขึ้น มันสุดยอดมากจนผมถือเป็นความสุดยอดด้าน CG แห่งยุคในการเนรมิตสัตว์ขึ้นมาได้เจ๋งไม่แพ้ The Jungle Book เลยด้วยซ้ำ (เผลอๆจะดีกว่าด้วย) มันทำให้เรารู้สึกว่าเหล่าวานรล้วนมีชีวิตจริงๆ มีความคิดจริงๆ มีแววตาที่สื่ออารมณ์ รูปปากเวลาพูดดูเป็นธรรมชาติ ท่าทางเวลาใช้ภาษามือดูลื่นไหล เนื้อเป็นเนื้อ ขนเป็นขน เพอร์เฟ็คสุดๆ

    สรุปโดยภาพรวมแล้ว War for the planet of the apes จึงเป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่ทำออกมาได้สุดยอดและรักษามาตรฐานของตัวเองได้ดีมากๆ ยังคงเป็นภาพยนตร์ไซไฟเนื้อหาหนัก มีความฉลาดในการใส่รายละเอียด การใช้บทพูดเจรจา การเล่าเรื่อง การจะสู้กันแต่ละครั้งนั้นต้องใช้มันสมองคิดมากๆ มันจึงเกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล พร้อมงาน CG สุดอลังการทุกด้าน โดยเฉพาะเจ้าพวกลิงจ๋อที่ทำออกมาได้เนียนสุดๆอย่างกับจับคนใส่ชุดลิงมาเดินจริงๆ ใครเป็นคอภาพยนตร์แฟรนไชส์นี้ หรือเป็นคอภาพยนตร์ไซไฟแนวคิดเยอะไม่ควรพลาด แต่ถ้าใครหวังความแอ็คชั่น สู้กันบ่อยๆ ยิงๆๆ ระเบิดๆๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ทางสุดๆเลยนะจ๊ะ



Review by Bombo Aruzo

วิจารณ์หนัง War for the Planet of the Apes มหาสงครามพิภพวานร

วิจารณ์หนัง War for the Planet of the Apes มหาสงครามพิภพวานร

War for the Planet of the Apes หรือ มหาสงครามพิภพวานร เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องที่ผ่านจากภาคที่แล้วไป 2 ปี จู่ๆมนุษย์ก็เข้าจู่โจมฐานทัพของพวกวานรอีกครั้ง

กลับขึ้นด้านบน